เหตุและผล…..หลักสากลแห่งการเรียนรู้

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10547


วารสาร Productivity ของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติได้ตีพิมพ์เรื่อง “เหตุและผล……หลักสากลแห่งการเรียนรู้” ซึ่งมาจากการสัมภาษณ์ผู้เขียนคอลัมน์นี้ ดังปรากฏในฉบับล่าสุดเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2550 ผมขอนำบางส่วนของบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมานำเสนอในวันนี้
“…….ทุกวันนี้สังคมไทยเป็น “สังคมแห่งการเรียนรู้” แล้วหรือยัง? เราเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ เพราะมีข้อจำกัดบางอย่าง ประการแรกคือเราเป็นสังคมที่ชอบเรียนรู้ด้วยวิธีการบอกเล่า คนไทยชอบใช้การบอกเล่า ไม่นิยมการจดบันทึก บางคนพอตายไปแล้วคำบอกเล่าก็เลยตายไปกับตัว
หรือการใช้ความจำบางทีก็ทำให้ข้อมูลเพี้ยนไป จำไม่ได้บ้าง จำผิดบ้าง อายุมากเข้าความจำก็เลอะเลือนไปบ้าง หรือบางทีก็จงใจบิดเบือนไปบ้างทำให้ข้อมูลขาดความแม่นยำ
ขณะที่สังคมฝรั่งนิยมการจดบันทึกมานานอย่างวินเซ้นต์แวน โก๊ะ เฉือนติ่งหูข้างซ้ายเราก็รู้ แต่จิตรกรรมฝาผนังในวัดพระแก้ว ใครเป็นคนวาดกันบ้างเรายังไม่รู้เลย เพราะไม่เคยมีการบันทึก หรือเรื่องกรุงศรีอยุธยาแตกแค่ 200 กว่าปีมานี้เอง เรายังไม่มีหลักฐานมากมายอย่างชัดเจน คำให้การของชาวกรุงเก่าก็เป็นการบันทึกคำบอกเล่า ซึ่งบางทีก็เล่าเพี้ยนไป เล่าตามอคติตัวเอง หรือเล่าตามที่ได้ยินมา ไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง เมื่อใช้การบอกเล่าก็เลยมีปัญหา คือข้อมูลมีโอกาสผิดเพี้ยน ไม่ชัดเจน ทำให้การเรียนรู้ไม่ออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ วิธีการบอกเล่าจึงเป็นข้อจำกัดข้อหนึ่งในการเรียนรู้
ข้อจำกัดประการที่ 2 ของสังคมไทย คือเรื่องของการเป็นเด็กกับผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์เป็นแบบ “แนวตั้ง” คือเด็กต้องฟังผู้ใหญ่ ความกล้าที่จะถาม กล้าที่จะซัก กล้าที่จะไม่เห็นด้วย เลยไม่มี ทั้งที่ความจริงแล้วความรู้จะแตกฉานได้ ถ้ามีความเห็นที่ตรงกันข้าม โดยที่ต่างคนก็เคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน พอที่จะถกเถียงกันได้ โดยที่แต่ละฝ่ายยังชอบหน้ากันอยู่
ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นจุดอ่อนอันดับที่ 3 ของสังคมไทยคือถ้าเห็นไม่ตรงกัน ก็จะไม่ชอบหน้ากันด้วย เช่นถ้าเถียงกันในที่ประชุมทั้งคู่ก็จะหมางใจกันเลย หรือถ้าคนหนึ่งชอบคุณทักษิณแต่อีกคนไม่ชอบก็จะคุยกันไม่ได้แล้ว ในขณะที่สังคมฝรั่งคนที่ชอบบุชกับคนที่ไม่ชอบบุชก็ยังเป็นเพื่อนกันได้แม้ความคิดเห็นจะไม่ตรงกันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไม่ชอบหน้ากัน แต่ของคนไทยถ้าความเห็นไม่ตรงกันต้องหลีกเลี่ยงไม่คุยกัน ซึ่งเรื่องนี้ผมมองว่าคนไทยเราเป็นมากกว่าชาติอื่น
ข้อจำกัดประการที่ 4 คือคนไทยไม่เข้าใจว่า “การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” คืออะไรอย่างชัดเจนทั้งๆ ที่เราทำกันอยู่แล้วทุกวัน แต่กลับไปเข้าใจว่าต้องทำอย่างเป็นทางการ เป็นเทคนิควิธีการของฝรั่ง หรือมองไม่เห็นประโยชน์การเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เลยทำให้ไม่ค่อยใส่ใจที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน กระบวนการเรียนรู้ก็เลยไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ทั้งที่จริงแล้ว เราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกคน คนทุกคนล้วนมีคุณค่า
…….จะปลูกฝังค่านิยมรักการเรียนรู้ในสังคมไทยได้อย่างไร? ผมคิดว่า “การคิดแบบวิทยาศาสตร์” หรือ “การคิดอย่างมีเหตุมีผล” เป็นเรื่องสำคัญ คนไทยเราส่วนใหญ่ยังคิดไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ยกตัวอย่างเรื่องหวยบนดินยากมากเลยที่เราจะถูกเลขแจ๊คพ็อต 2 ตัว 3 ตัว โอกาสจริงๆ มีแค่ 1 ใน 270 ล้าน เรียกว่าโดนฟ้าผ่า 3 ที จระเข้กัดอีก 2 ที ยังจะง่ายกว่า แต่คนไทยก็ยังคงซื้อหวย ไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์คิดว่าโอกาสถูกมันน้อยมากเลยนะ เอาเงินไปซื้อสลากออมสินยังจะดีกว่า
บางคนไปเจอปลาเผือกก็เอามาใส่อ่างกราบกราน มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องไสยศาสตร์งมงาย ผมเชื่อว่าแม่ชม้อย เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ตลอดเวลา เพราะความโลภบวกกับความเชื่ออะไรง่ายๆ ของคนไทยที่ไม่ได้คิดให้เป็นวิทยาศาสตร์ คือยังเชื่ออะไรแบบไม่มีเหตุมีผลอยู่ ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อเหตุเชื่อผล เป็นการสอนวิทยาศาสตร์โดยแท้ ไม่ได้สอนให้เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ผมมองว่าทางแก้ไขก็คือเราต้องสร้างสังคมที่มีพื้นฐาน “การคิดที่มีเหตุมีผล” ให้มากขึ้น เริ่มต้นด้วยการสร้างศรัทธาต่อระบบความคิด ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลสอดรับกัน โดยมีพ่อแม่เป็นหลักสำคัญในการเลี้ยงลูก พ่อแม่ต้องใช้เหตุผลในการอธิบายมากกว่าให้ลูกต้องฟังเพราะพ่อแม่สั่ง เช่นเวลาที่พ่อแม่ห้ามไม่ให้ลูกทำอะไรก็ต้องบอกเหตุผลว่าทำไม เมื่อห้ามกลับบ้านดึกก็ต้องให้เหตุผลว่าเพราะจะมีอันตรายต่างๆ อย่างไรบ้าง ฯลฯ
โรงเรียนก็มีส่วนสำคัญ โรงเรียนต้องสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ ต้องอธิบายเรื่องต่างๆ เช่น ผีตากผ้าอ้อม ผีฟ้า ผีกระสือ ฯลฯ ให้เด็กฟังว่าจริงๆ แล้วในทางวิทยาศาสตร์คืออะไร ควรฝึกให้เด็กบันทึกในไดอารี่ว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง เพราะการบันทึกเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เด็กเกิดศรัทธาในความจริงหรือความรู้ที่อยู่บนกระดาษ
ครูต้องส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยการถกความคิดกัน เช่น เรื่องห้ามนำมือถือมาโรงเรียนก็อาจจะให้เด็ก ป.6 รวมกลุ่มช่วยกันคิดว่าการนำมือถือมาโรงเรียนนั้นเหมาะสมหรือไม่ มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง เหตุผลต่างๆ ก็จะออกมาจากการคิดของเด็กๆ เช่น มือถือทำให้เกิดความแตกต่างทางสังคม มีเสียงดังในห้องเรียน ไม่มีสมาธิในการเรียน อาจสูญหายได้ ฯลฯ เด็กก็จะเข้าใจว่าด้วยเหตุผลเหล่านี้เอง ผู้ใหญ่ถึงห้าม เมื่อรู้เหตุผลเด็กก็จะไม่เอามือถือมาโรงเรียน แต่ถ้าด้วยเหตุผลว่าเพราะครูสั่งห้ามอย่างนี้ก็อาจมีคนอยากลองของ เพราะรู้สึกว่าไม่มีเหตุผล
ผมเชื่อว่าเด็กฉลาดทุกคน ไม่มีใครโง่หรอก เพียงแต่ว่าเขาจะถูกดึงศักยภาพออกมาหรือไม่เท่านั้น สำหรับครูเองก็ต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ครูต้องมีวิธีการสอนที่ดึงดูดความสนใจของเด็ก ความรู้ของครูถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความตั้งใจของครูและวิธีการนำเสนอของครูถือว่าสำคัญมาก ถ้าครูไม่มีคุณภาพแล้ว เด็กก็ลำบาก
นอกจากนี้สังคมเองก็ต้องช่วยส่งเสริมให้คนมีความคิดทางวิทยาศาสตร์ ต้องทำให้สังคมของเราเป็นสังคมแห่งการใช้เหตุใช้ผล มากกว่าไสยศาสตร์หรือใช้ความเชื่อส่วนตัวเป็นเกณฑ์ ต้องมีหนังสือที่ดีออกมาให้คนอ่าน มีรายการโทรทัศน์ที่สร้างสรรค์ เราต้องสร้างเงื่อนไขล้อมรอบให้หมดเลย
ผมมองว่าสื่อไม่ควรเพียงแค่ตอบสนองอย่างเดียว แต่ต้องชี้นำ ต้องเตือนสติคนด้วยว่าสิ่งไหนไม่ถูกต้อง หนังสือพิมพ์ควรเลิกเอารูปเกี่ยวกับการเล่นหวยมาลง เลิกเอารูปที่เต็มไปด้วยเลือดมาลง เราต้องช่วยกัน เพราะภาพอย่างนี้ไม่ช่วยทำให้เราเป็นวิทยาศาสตร์ แต่จะกลายเป็นคนที่นิยมความรุนแรง นิยมความไม่มีเหตุผล
รายการโทรทัศน์ก็ต้องไม่เอาเรื่องงมงายมาออกอากาศ ต้องตัดเรื่องพวกนี้ให้น้อยลง ให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น อย่างรายการของช่อง 9 เช่น “ฉลาดสุดสุด” หรือ Mega Clever ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสนับสนุน รายการ “คนค้นฅน” “กบนอกกะลา” ฯลฯ ล้วนเป็นรายการโทรทัศน์ที่ดีและประเทืองปัญญา เป็นการนำเสนอความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกัน ไม่ใช่เปิดโทรทัศน์แล้วก็เจอแต่ละครกับมิวสิควิดีโอ สังคมไทยอาจจะเปลี่ยนชั่วข้ามคืนไม่ได้ แต่ก็ควรมีทางเลือกให้แก่ประชาชน
นอกจากนี้แล้วภาครัฐยังเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญที่จะช่วยทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้น ภาครัฐควรสนับสนุน “ความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์” ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยเริ่มต้นที่การสร้างศรัทธาให้คนในสังคมเห็นก่อนว่า ความคิดแบบนี้คือสิ่งที่มีประโยชน์ต่อชาติ ถ้าพ่อแม่ศรัทธา ครูศรัทธา โรงเรียนศรัทธาว่าเราต้องช่วยกันแก้ปัญหากันที่ตรงนี้ คือเราต้องมีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ รวมทั้งการบันทึกบอกเล่าก็จะทำให้การเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น ทำให้คนอยากรู้อยากเห็น และรู้ว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นจะทำให้ตัวเองก้าวหน้า
ผมมองโลกในแง่ดีว่า เราสามารถเปลี่ยนคนได้ภายในชั่วคนรุ่นเดียว เพราะคนรุ่นหนึ่งห่างกันแค่ 20 ปีเท่านั้น ดังนั้น ถ้าภายใน 20 ปี คนรุ่นนี้พร้อมใจกันเปลี่ยนแปลง ผมมั่นใจว่าเราทำได้ ผมไม่เชื่อว่าฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือเกาหลี จะวิเศษมากมาย เมื่อก่อนสังคมของเขาก็เป็นอย่างนี้ แต่เพราะว่าประเทศของเขามีความพยายาม มีความมุ่งมั่นในระดับชาติ เขาจึงพัฒนามาถึงขั้นนี้ได้
ผมคิดว่าการคิดแบบวิทยาศาสตร์ หรือการคิดที่มีเหตุผลรับกัน เป็นรากฐานที่สำคัญของสังคม และควรเป็นวาระแห่งชาติของคนไทย

รอบรู้เรื่อง Lean

“ผลกำไร” เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องการ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต หรือภาคการบริการ แนวทางการเพิ่มกำไร สามารถทำได้ทั้งการรับมาจากภายนอกองค์กร เช่น การขยายตลาดเพิ่ม การรุกตลาดด้วยสินค้าใหม่ และการสร้างขึ้นจากภายในองค์กรเอง เช่น การลดความสูญเปล่า (Waste: กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าเพิ่มและไม่จำเป็นต้องทำ) ที่เกิดขึ้น แต่ยังคงได้สินค้าหรือบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ระบบการผลิตแบบลีน (Lean) มีจุดกำเนิดมาจากระบบการผลิตรถยนต์ ด้วยแนวคิดหลัก 5 ประการ ได้แก่
1. ระบุคุณค่าหรือคุณลักษณะของสินค้าและบริการที่ลูกค้าต้องการ ทั้งลูกค้าภายในและภายนอก
2. สร้างกระแสคุณค่า (Value Stream) หรือวางระบบงานทุกๆ ขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ การวางแผนและการผลิตสินค้า การจัดจำหน่าย ฯลฯ โดยพิจารณาถึงกิจกรรมที่ไม่เพิ่มคุณค่าและเป็นความสูญเปล่า แล้วเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ในการสร้างสินค้าและบริการ เพื่อตอบความต้องการของลูกค้า
3. ทำให้ระบบกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างขึ้น สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง (Flow) โดยปราศจากการติดขัด การอ้อม การย้อนกลับ การรอคอย รวมทั้งการเกิดของเสียในกระบวนการ
4. ปรับใช้ระบบดึง (Pull) หรือ ระบบที่จะดำเนินการเมื่อลูกค้าในขั้นตอนต่อไปต้องการเท่านั้น
5. สร้างคุณค่า และกำจัดความสูญเปล่า (Perfection) อย่างต่อเนื่อง โดยค้นหาความสูญเปล่าที่ถูกซ่อนไว้ และกำจัดออกไปอย่างต่อเนื่อง
จากแนวคิดดังกล่าว นำไปสู่ โครงสร้างของระบบการผลิตแบบลีน อันประกอบด้วย การปลูกจิตสำนึกของพนักงาน (ด้วย Waste & Value Awareness), การถ่ายทอดแนวคิดสู่ทุกระดับขององค์กร (ด้วย Hoshin Planing), การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและประเมินผลการนำระบบมาประยุกต์ใช้ (ด้วย Lean Assessment, Value Stream Mapping), การพัฒนาบุคลากร (ด้วย Lean Manufacturing Training, Small Group Activities, Suggestion), การพัฒนาสถานที่ (ด้วย 5ส, Plant Layout, Visual Factory), การพัฒนาเครื่องมืออุปกรณ์ (Maintenance Activities, Cellular Manufacturing, Quick Changover), การประกันคุณภาพ (ด้วย JIDOKA/ Autonomation, Visual Control, Poka-Yoke/ Mistake Proofing, Quality Control Cycle, QA Network Activities), การควบคุมการผลิต (ด้วย Leveled Production, Kanban, Continuous Flow, Takt Time & Cycle Time, Standardized Work) และ การจัดการการเปลี่ยนแปลง (ด้วย Kaizen/ Evolution, Kaikaku/ Revolution) การนำระบบการผลิตแบบลีนมาประยุกต์ใช้ สามารถทำได้ ด้วย 7 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ได้แก่ สถานที่ เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็น บุคลากรและช่องทางการสื่อสารภายในระหว่างสมาชิกผู้ดำเนินโครงการ รวมถึงการฝึกอบรมให้ความรู้ของระบบลีนแก่ผู้บริหารและคณะทำงาน
2. การระบุคุณค่าของสินค้าและบริการที่ลูกค้าต้องการ ทั้งภายนอกและภายใน แล้วสรุปเป็นข้อกำหนด ส่วนประกอบ กระบวนการ และรายละเอียดการปฏิบัติงานโดยใช้เทคนิคการถ่ายทอดความต้องการของลูกค้าสู่ผลิตภัณฑ์ (Quality Function Deployment; QFD)
3. การสำรวจสถานะปัจจุบันของกระบวนการทั้งหมด แล้วสรุปบนแผนภาพกระแสคุณค่า (Value Stream Mapping) เพื่อระบุปัญหา และนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนากระแสคุณค่าในขั้นตอนถัดไป
4. การประเมินสภาพของกระบวนการ, ตัวชี้วัดผล และเป้าหมายของโครงการตามแนวทางของระบบลีน (LEAN Assessment) เพื่อนำไปใช้ประกอบการวางแผนพัฒนากระบวนการ
5. การวางแผนและดำเนินการปรับปรุงกระบวนการตามแผนภาพกระแสคุณค่าอนาคต (Future Value Steam Mapping) ร่วมกับการใช้เครื่องมือพัฒนาที่เหมาะสม (ตามโครงสร้างของระบบข้างต้น) โดยพิจารณากิจกรรมที่ไม่เพิ่มคุณค่า และเป็นความสูญเปล่าในทุกขั้นตอนจากแผนภาพกระแสคุณค่า (Value Steam Mapping) ที่สร้างขึ้น
6. การขับเคลื่อนกิจกรรมตามกระแสคุณค่า (Value Steam) อย่างต่อเนื่อง เน้นเฉพาะสิ่งที่ลูกค้าต้องการ โดยการควบคุมระบบการผลิตแบบลีน ร่วมกับการสร้างระบบคัมบัง (Kanban) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญของระบบดึง
7. การสร้างคุณค่าและกำจัดความสูญเปล่าอย่างต่อเนื่อง ด้วยการค้นหาความสูญเปล่าที่มองไม่เห็น แล้วปรับปรุงกระบวนการด้วยระบบการผลิตแบบลีน พร้อมทั้งขยายผลสู่บริเวณอื่นๆ ไปจนถึง Supply Chain อันได้แก่ ลูกค้า ผู้ส่งมอบ และผู้รับเหมาช่วงการผลิต
ระบบการผลิตแบบลีน (Lean) เป็นระบบที่มุ่งเน้นให้สินค้าหรือบริการมีคุณภาพดีที่สุด (Quality) ด้วยต้นทุนการผลิตต่ำที่สุดอย่างเหมาะสม (Cost) และใช้เวลาผลิตสั้นที่สุด เพื่อทันต่อความต้องการของลูกค้า (Delivery) อันนำมาซึ่งผลกำไรด้วยการเพิ่มผลผลิตจากภายในองค์กรเอง ดังนั้นระบบการผลิตแบบลีน (LEAN) จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจในสภาวการณ์ปัจจุบัน

จดหมายข่าวรายเดือน สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ
ชัยนันท์ แสงสุระธรรม

10 ขั้นตอนในการนำเอา Lean Six Sigma ไปใช้งาน

ตั้งแต่มีแนวคิดวิธีการสมัยใหม่ได้ถูกนำออกมาใช้ในวงการธุรกิจมากมายหลายแนวคิด เป็นธรรมดาย่อมมีผู้ต่อต้าน และผู้ให้การสนับสนุนในแต่ละแนวคิด ผมก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดใหม่ ๆ เหล่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า แนวคิดแบบเก่า ๆ จะใช้ไม่ได้ หรือไม่มีคุณค่าเอาเสียเลย แต่ผมกลับคิดว่า แนวคิดเก่า ๆ นั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาไปเป็นแนวคิดสมัยใหม่เช่นเดียวกับแนวคิด Lean และ Six Sigma
วัตถุประสงค์เบื้องต้นทุกธุรกิจย่อมมีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือการสร้างกำไร (Profit Making) ซึ่งไม่ได้หมายความถึงแค่การทำเงินเท่านั้น ในองค์กรธุรกิจหรือการดำเนินการอื่นก็สามารถมีกำไรได้โดยไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในรูปแบบเงินตราเท่านั้น แนวคิดแบบ Lean Six Sigma นั้นเป็นการรวมเอาแนวคิด และกลยุทธ์มารวมกันเพื่อให้องค์กรธุรกิจนั้นมีความเร็วที่ดีกว่า มีความแปรปรวนที่ลดน้อยลง และที่สำคัญที่สุดจะมีผลกระทบต่อองค์กรมากที่สุด ผมสังเกตดูได้จากแนวโน้มในอนาคตว่าแนวคิดต่าง ๆ อาจจะรวมเป็นแค่วิธีการเดียวเท่านั้น คงต้องคอยติดตามดูหัวใจหลักของ Lean Six Sigma นั้น คืออัตราที่เร็วที่สุดของการปรับปรุงในความพอใจของลูกค้า ต้นทุน คุณภาพ ความเร่ง และการลงทุนในทรัพย์สิน ทำไมการรวมตัวของ Lean และ Six Sigma จึงมีความจำเป็น เพราะแนวคิด และความรู้ของมนุษย์ได้ถูกผลักดันโดยตรงจากความต้องการของลูกค้า เทคโนโลยี และสังคมการสื่อสารได้ผลักดันให้เกิดมีแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้น ลำพังแนวคิดของ Lean เองนั้นไม่สามารถที่จะทำให้กระบวนการอยู่ในการควบคุมเชิงสถิติได้ และแนวคิด Six Sigma เองก็ไม่สามารถปรับปรุงความเร็วของกระบวนการได้อย่างมากมายหรือลดการลงทุนได้ แต่เป็นที่รับรู้กันว่าความแปรปรวนนั้นเป็นศัตรูของธุรกิจทั้งหมด และ Lean Six Sigma สามารถที่จะกำจัดความแปรปรวนนี้ออกไปจากกระบวนการได้ดีกว่าวิธีการอื่น ๆ ดังนั้นผมจึงอยากจะเสนอ 10 ขั้นตอนสำหรับการนำเอา Lean Six Sigma มาใช้โดยได้นำแนวคิดมาจาก The Agility Group
1. ต้องหาทีมที่ปรึกษา เมืองไทยเราเองนั้นมักคุ้นเคยกับที่ปรึกษาในหลายรูปแบบ เพราะอาจได้ยินได้เห็น และเคยได้รับการบริการของที่ปรึกษามาก่อนหน้านี้ แต่ที่ปรึกษาสำหรับ Lean Six Sigma คงจะไม่ใช่ธรรมดา เพราะองค์กรที่มีความต้องการที่จะนำ Lean Six Sigma มาใช้นั้นต้องการการเปลี่ยนแปลง ที่ปรึกษานั้นคงจะไม่ใช่แค่บุคคลที่ให้คำปรึกษา หรือเป็นแค่บุคคลที่เข้าไปดำเนินการอะไร ๆ สักอย่างให้เกิดผล มันคงจะไม่ใช่แค่นั้น หรือที่ปรึกษาจะเป็นใครสักคนที่เป็นอาวุโสดูมีความรู้ แล้วเชิญ หรือจ้างมานั่งเพื่อให้เกิดความอุ่นใจ ถ้าที่ปรึกษาของท่านเป็นอย่างนั้นคงจะหมดสมัยไปแล้ว เพราะที่ปรึกษาในยุคปัจจุบันจะต้องเป็นเหมือน ตัวแทนความรู้ (Knowledge Agent) ที่จะต้องมีความรู้ในเรื่องราวเทคนิคใหม่ ถ่ายทอดได้ และสร้างกระบวนการถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้เกิดขึ้นกับองค์กรที่ได้รับคำปรึกษา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการเรียนรู้ องค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องหาที่ปรึกษามาเป็นตัวกระตุ้นมาเป็นตัวแทนความรู้ในการบริหารความเปลี่ยนแปลง
2. ความเป็นผู้นำ (Leader ship) สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการนำองค์กรธุรกิจ คือ ความเป็นผู้นำ (Leader ship) วิสัยทัศน์ (Vision) และเป้าหมาย (Goal) ขององค์กรจะต้องถูกกำหนดอย่างเด่นชัดโดยผู้นำ MD หรือ CEO เพื่อที่จะสร้างความเกี่ยวโยงไปถึงโปรแกรม หรือโครงการ Lean Six Sigma ซึ่งจะเป็นโครงการในระดับองค์กร เป้าหมายที่จะต้องถูกกระจายออกไปทั่วทั้งองค์กร หรือบริษัทในลักษณะเป็นเหตุการณ์แห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องมีการอธิบายสื่อสารกันอย่างค่อนข้างจะถูกต้อง และไปในทิศทางเดียวกัน หลายบริษัทที่มีผู้นำที่ไม่เข้าใจการนำ Lean Six Sigma มาใช้แต่ไม่ค่อยเห็นผลเพราะคิดว่าเป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่งเท่านั้น
3. การคัดเลือกผู้ปฏิบัติงาน การสร้างงานใหญ่ในระดับองค์กรนั้นจะต้องมีเจ้าภาพ หรือผู้ที่รับผิดชอบ ในการจัดการแบบดั้งเดิม เจ้าของ หรือผู้ควบคุมดูแลโครงการจะเป็นผู้จัดการโครงการแต่ในความหมายของโครงการ (Project) นั้นมีความหมายเหมือนการนำสิ่งหนึ่งที่รู้ผลลัพธ์ และเป็นการนำมาปฏิบัติอีกครั้งซึ่งเหมือนกับโครงการก่อน ๆ มีรูปแบบ และการทำงานที่แน่นอน แต่สำหรับโครงการในเชิงการพัฒนาปรับปรุงการจัดการต่าง ๆ นั้นแตกต่างจากโครงการทั่วไป คือ โครงการเหล่านี้เป็นการริเริ่ม (Initiative) เรื่องใหม่ หรือสิ่งใหม่ ไม่ว่าคุณจะไปเริ่มโครงการนี้ที่ไหนคุณจะต้องเริ่มต้นใหม่ตลอดเวลา เพราะทุกองค์กรนั้นไม่เหมือนกัน หรือองค์กรนั้นมีหนึ่งเดียว (Unique) ดังนั้นผู้ที่จะมาดำเนินการโครงการริเริ่มเช่นนี้จะต้องมีโครงสร้างของทีมงาน ไม่ใช่การบริหารโครงการแบบธรรมดา ผมชอบการจัดโครงสร้างองค์กรแบบ Six Sigma Project ในขณะที่โครงการ Lean นั้นไม่ได้กล่าวถึงมากนั้น ในแง่การดำเนินงานแล้ว Six Sigma มีวิธีการในการดำเนินงานที่เป็นรูปแบบมาตรฐานในการสื่อสาร และการจัดการความรู้ตามลำดับขั้นในองค์กร เทคนิค และความรู้ตรงนี้คงจะต้องได้จากบริษัทที่ปรึกษา (Consulting Firm) และบุคคลที่จะมาเป็นเจ้าภาพ หรือผู้นำนั้นก็จะต้องเป็นตัวแทนของธุรกิจองค์กรในอนาคตด้วย บุคคลนี้สำคัญมากต่อความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของโครงการ ดังนั้นผู้นำองค์กร CEO หรือ MD จะต้องมีความเข้าใจ และใส่ใจในแนวคิดของการดำเนินงานเทคนิคสมัยใหม่อย่างมาก เพราะว่าทุก ๆ เทคนิค และวิธีการในปัจจุบันจะออกมาในแนวนี้เสมอ
4. การฝึกอบรม ทุกบริษัทมีการฝึกอบรมประจำทุกปี หรือตลอดเวลาตามแผนงาน ฝ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งจะเป็นฝ่ายจัดการฝึกอบรมจึงมีความสำคัญมาก เพราะว่าการฝึกอบรมที่มาจากฝ่ายบุคคลเป็นความต้องการพื้นฐานของบุคคลไม่ใช่ขององค์กรที่กำลังต้องการจะเปลี่ยนแปลง ถ้าสมมุติว่าฝ่ายบุคคลของบริษัทหนึ่งติดต่อผมมา เรื่องอบรม Six Sigma หรือ Lean เพราะว่ามีความต้องการจากฝ่ายผลิตร้องขอมา ผมตอบได้เลยว่า บริษัทนี้ยังไม่ได้มีโครงการ Lean หรือ Six Sigma เกิดขึ้น แต่เป็นเพราะบุคลากรของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์จึงอยากเรียน ในทางตรงกันข้ามความต้องการนี้ควรจะมาจากบุคคลระดับบริหารอย่าง CEO หรือ MD และบุคคลแรกที่ควรจะได้รับการฝึกอบรมควรจะเป็น MD หรือ CEO มากกว่าเพื่อที่จะให้ผู้นำองค์กรได้มีวิสัยทัศน์และเข้าใจปรัชญา และแนวคิดของ Lean และ Six Sigma แล้วจึงค่อยสั่งการให้มีการฝึกอบรมตามแผนงาน หรือโครงงาน
5. การเริ่มโครงการ โครงการจะริเริ่มได้ก็คงจะต้องมาจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ผ่านการฝึกอบรมมาก่อน สิ่งที่สำคัญของโครงการริเริ่มต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ การได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหาร ถ้าฝ่ายบริหารตกลงและสนับสนุนโครงการนั้นมีหวังไปแล้วครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทุนสนับสนุน การสั่งการเพื่อให้พนักงานทุกคนให้ความร่วมมือในโครงการต่าง ๆ โปรดระลึกอยู่เสมอว่า Lean หรือ Six Sigma ไม่ใช่แนวคิดของการพัฒนาระดับบุคคล แผนก หรือฝ่าย แต่มันเป็นการพัฒนาขององค์กรที่ทุกคนทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ดังนั้นจึงต้องทำให้ทุกคนเข้าใจ และรับรู้รับทราบถึงการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารระดับสูง
6. การเลือกโครงการ และการดำเนินงาน ในอดีตผมมองว่าโครงการ Six Sigma มีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีภาพขององค์รวม (Holistic) และคาดหวังว่าน่าจะมีเวอร์ชันใหม่ของ Six Sigma ออกมาในลักษณะเป็นภาพใหญ่แทนที่จะเป็นภาพโครงการ Six Sigma หลาย ๆ โครงการมารวมกันเป็นภาพใหญ่ และในที่สุดผมก็คาดได้ถูกต้องคือ มีการนำเอา Lean และ Six Sigma มาบูรณาการเข้ากัน เราสามารถเริ่มโครงการ Lean และ Six Sigma ด้วยภาพองค์รวมขององค์กรได้ด้วยการวาดแผนผังสายคุณค่า (Valve Stream Mapping) ที่จะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการธุรกิจ และจุดที่สามารถจะนำมาเป็นโครงการที่ทำให้เกิดผลประโยชน์ได้มากขึ้น
7. การติดตามผลสมรรถนะของทีมงาน โครงการโดยทั่วไปแล้วในระดับผู้บริหารจะติดตามผลจากผลตอบแทนจากการลงทุนในรูปแบบทางการเงินด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้น หรือต้นทุนที่ลดลง คงเพราะมันเป็นการวัดผลเชิงสากลของระดับบริหาร และง่ายต่อการติดตามผลแต่รูปแบบของการติดตามผลทางการเงินอย่างเดียวคงจะไม่พอเพียง ดังนั้นจะต้องมีการวัดผลด้านที่ไม่ใช่ทางการเงินด้วย เพื่อที่จะสร้างสมดุลทั้งทางด้านการเงิน หลักการตรงนี้สามารถประยุกต์กับแนวคิดของ Balanced Scorecard ได้เป็นอย่างดี
8. การพัฒนาปรับปรุงสมรรถนะของทีม ในปัจจุบันมีการวัดประเมินกันมากเหลือเกิน แต่ส่วนใหญ่เราจะเห็นว่าหน้าที่ประเมินนั้นจะมีการเกี่ยวข้องกับบุคคลเพื่อการเลื่อนขั้น หรือเลื่อนตำแหน่งเป็นส่วนใหญ่ แต่การติดตามสมรรถนะของโครงการริเริ่ม เช่น Lean Six Sigma ก็คงจะไม่ใช้แค่การประเมินบุคคล หรือความสามารถของบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการประเมินความสามารถขององค์กรในการตอบสนองต่อการพัฒนา เพราะการพัฒนานั้นมีต้นทุน และองค์กรต้องการผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการลงทุนในการพัฒนาปรับปรุง
9. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คงจะเหมือนกับคำที่ว่า Keep Walking โครงการ Lean Six Sigma ไม่เหมือนกับโครงการทั่วไปที่มีจุดเริ่มต้น และจุดจบหรือจุดสำเร็จของโครงการ แต่โครงการ Lean Six Sigma ไม่เหมือนกัน เพราะว่าขั้นตอนหลังสุดของทั้ง Lean และ Six Sigma คือ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement)

10. พัฒนาจนไปบรรจบกับการจัดการโซ่อุปทาน คงจะเหมือนกับที่ผมได้เคยบอกไว้ว่าสุดท้ายของการพัฒนาแนวคิดต่าง ๆ ที่สุดแล้วจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว หลังจากที่ได้พัฒนาปรับปรุงไปหลายโครงการย่อยแล้ว คุณจะพบว่าปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับโซ่อุปทานก็จะเข้ามาเกี่ยวโยงกันในที่สุด คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะมีคนคิดที่จะเอาโซ่อุปทาน Lean และ Six Sigma มารวมกัน อย่างน้อยก็มีผมอีกคนที่คิดเช่นนั้น ลองกลับไปดูแบบจำลอง IMES (Integrated Manufacturing Enterprise Strategy : IMES) ที่ผมได้เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนนั้นประกอบอีกทางหนึ่ง ทิศทางของรวมตัวกันนั้นจะเป็นอย่างไรคงจะต้องคอยดู แล้วผมจะได้พยากรณ์ทิศทางของเทคนิคการบริหารจัดการองค์กรให้ท่านผู้อ่านทราบอีกทีในอนาคตข้างหน้า สรุป จากสภาพการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงไป และความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจที่มีมากขึ้น ส่งผลให้บริษัท และองค์กรต่าง ๆ ต้องพัฒนาแนวคิดการจัดการขึ้นมาใหม่ หรือบูรณาการจุดแข็งของแนวคิดเดิมที่มีอยู่ขึ้นมาใหม่เพื่อให้สามารถรับมือ และตอบสนองกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ แนวคิด Lean Six Sigma ก็เช่นเดียวกันที่มีการรวมเอาจุดแข็งของทั้ง 2 แนวคิดมาใช้ร่วมกันโดยมีขั้นตอนในการนำแนวคิดนี้มาดำเนินงานอยู่
10 ขั้นตอนด้วยกัน จุดที่น่าสนใจก็คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากธุรกิจเป็นพลวัตอยู่ตลอดเวลา แต่การที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ต้องมีการวัดสมรรถนะด้วย มิฉะนั้นแล้วก็ไม่รู้ว่าจะไปพัฒนาที่จุดไหน หรือตรงไหน และเมื่อมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ มันจะไปบรรจบกับการจัดการโซ่อุปทานด้วยตัวของมันเอง

ที่มา : Webboard http://www.pantown.com/

“โรเบิร์ต แคปแลน” ถอดรหัสการบริหารยอดฮิต “Balanced Scorecard”

มาถึงตอนนี้เครื่องมือการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่เรียกว่า “Balanced Scorecard” ได้ถูกนำไปใช้ในการบริหารจัดการองค์กรชั้นนำหลายแห่งทั่วโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือที่ทันสมัยและดีที่สุดในรอบ 75 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่มีเครื่องมือด้านการบริหารจัดการกำเนิดขึ้นมา
“Balanced Scorecard” หรือการบริหารจัดการที่ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) ให้คำจำกัดความว่า “เครื่องมือการบริหารจัดการในเชิงสมดุล” เป็นความสมดุลทั้งเป้าหมายการเงิน มุมมองด้านลูกค้า การบริหารจัดการภายใน ที่ขณะนี้มีดัชนีที่ชี้ให้เห็นว่าองค์กรที่นำเครื่องมือนี้ไปใช้มีผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างทันตาเห็น
“โรเบิร์ต แคปแลน” กูรูด้านการจัดการชื่อดังระดับโลก ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และผู้ร่วมค้นคิด “Balanced Scorecard” ซึ่งเดินทางมาบรรยายในประเทศไทยเต็มวันในหัวข้อเรื่อง “Extending the Balance Scorecard to meet the New Strategy Alignment Challenges ให้นักธุรกิจในองค์กรชั้นนำของประเทศไทยได้ฟังที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา
การบรรยายครั้งนี้ “ลีดดิ้ง มายด์” บริษัทจัดอีเวนต์ชั้นนำระดับโลกที่เคยนำ “ไมเคิล อี. พอร์เตอร์” มาบรรยายที่เมืองไทยก่อนหน้านี้ เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกับ สถาบันศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำหลายแห่งของเมืองไทยเข้าฟังกันอย่างคับคั่ง จนห้องบอลรูมของโรงแรมพลาซ่า แอทธินี ขนาดความจุกว่าพันคนดูแน่นไปถนัดตา
ผู้บริหารระดับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ที่เข้าฟังการบรรยายของ “แคปแลน” ครั้งนี้มีอาทิ นายกนก อภิรดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) บรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ภัทร ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของเมืองไทย รวมถึง “บัณฑูร ล่ำซำ” ซีอีโอของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้ Balanced Scorecard ในการบริหารจัดการมาหลายปีก็เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่เข้าร่วมฟังการบรรยายของ “แคปแลน” ด้วย
นอกจากภาคเอกชนแล้ว Balanced Scorecard ยังเป็นเครื่องมือที่กำลังได้รับความนิยมจากภาครัฐบาลในหลากหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เพราะทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการรู้สึกพอใจกับสินค้าและบริการของภาครัฐมากขึ้น
“ปัจจุบันหลายหน่วยงานราชการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นกองทัพอากาศของนอร์เวย์ กระทรวงกลาโหมของอังกฤษ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา ได้นำเครื่องมือที่ว่ามาใช้แล้วและได้รับผลตอบรับที่ดี”

“แคปแลน” บอกถึงหลักสำคัญของ Balanced Scorecard หรือการบริหารจัดการให้สมดุลว่า ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนจะต้องมีการสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดกลยุทธ์ขั้นสูงสุดลงสู่ทุกหน่วยงานขององค์กร
มีการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคลากรในองค์กรที่เปิดกว้าง ตรงไปตรงมา มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการให้อำนาจแก่พนักงานในการดูแลรับผิดชอบการปฏิบัติงานของพวกเขาด้วย
“ต้องมีการพูดคุยและสื่อสารระหว่างหัวหน้า และฝ่ายปฏิบัติการเพิ่มมากขึ้น”
ปัจจัยสำคัญจะไปถึงจุดนั้นได้ “แคปแลน” บอกว่า ต้องมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่ผู้บริหารระดับสูงอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทิศทางที่ดีก่อน ระดับล่างจึงจะเปลี่ยนแปลงตามได้
ถอดวิธีคิดของ “แคปแลน” มาเป็นคำพูดแบบไทยๆ ให้เข้าใจได้ความง่ายๆ ว่า “เมื่อหัวส่าย หางจะต้องกระดิก” ซึ่งในทางกลับกัน “หากหัวไม่ส่าย มีหรือที่ส่วนหางจะกระดิก”
การก้าวไปสู่จุดนั้นได้จะต้องผ่าน 5 กลยุทธ์หลักสำคัญที่ “แคปแลน” ถ่ายทอดไว้ให้บรรดาซีอีโอมืออาชีพขององค์กรชั้นสูงเมืองไทยฟังครั้งนี้ ประกอบด้วย
1.Mobilize ผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเป็นผู้นำในการจุดชนวน ความคิด เคลื่อนพล ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
2.Translate มีการถ่ายทอดแปลความหมาย ผ่านเครื่องมือสำคัญที่เรียกว่าแผนที่กลยุทธ์หรือ Strategy Map เพื่อให้การบริหารจัดการในองค์กรมีการเชื่อมโยงกันได้
3.Alignment ทำให้ทุกหน่วยงานมีการผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว หรือความรู้สึกเป็นทีม มีความรักองค์กร
4.Motivate มีแรงกระตุ้น ดลใจเพื่อให้ทุกคนทำตามเป้าหมายขององค์กรที่วางไว้
5.Govern ดูแลให้ทุกอย่างที่ทำมาแล้วมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
ทั้งหมดนี้ต้องทำบนพื้นฐานสำคัญคือ ความสอดคล้องสมดุลกันใน 4 มุมมองหลัก คือมุมมองด้านการเงิน มุมมองด้านลูกค้า มุมมองด้านกระบวนการภายใน และมุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา
โดยไม่สามารถทำให้มุมมองใดมุมมองหนึ่งโป่งพองขึ้น เช่น รายได้ที่เพิ่มมากขึ้นต้องมาจากผลการดำเนินงานที่ปรับเพิ่มขึ้น จากการที่พนักงานร่วมมือร่วมใจกันทำงาน ไม่ใช่เป็นการเพิ่มขึ้นจากการปลดหรือเลย์ออฟพนักงานออกไป
“แคปแลน” บอกว่า ปัจจุบันองค์กรทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับความท้าทายรูปแบบต่างๆ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทยนั้นธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารกรุงไทย, บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพี, บริษัทกลุ่มชินวัตร, เครือซิเมนต์ไทย ได้นำ Balanced Scorecard มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรแล้ว และได้ผลเป็นอย่างดี
ไม่เท่านั้น ยังเห็นการตื่นตัวอย่างมากของภาคราชการที่จะนำ Balanced Scorecard เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการเพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะมีการปฏิวัติระบบวิธีคิดในการบริหารราชการใหม่
สำหรับในไทย รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาและปฏิรูประบบราชการ(ก.พ.ร.) ขึ้น และเป็นหน่วยงานที่คอยประเมินผลงานของหน่วยงานราชการต่างๆ ว่าสามารถดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ แต่ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของ “Balanced Scorecard” ของภาคราชการไม่ใช่เรื่องความพึงพอใจทางด้านการเงินเหมือนเอกชน แต่อยู่ที่ความพึงพอใจของประชาชนผู้ใช้บริการ และขั้นตอนการดำเนินงานที่รวดเร็ว ด้วยการตัดขั้นตอนซ้ำซ้อนออกไป
มีผู้ฟังให้ “แคปแลน” วิเคราะห์ว่าจุดแข็งของไทยคืออะไร!!!
“แคปแลน” มองเหมือน “ไมเคิล อี. พอร์เตอร์” กูรูด้านบริหารจัดการอีกคนที่เคยมาบรรยายในเมืองไทย และชูเรื่องการท่องเที่ยวของไทยว่าเป็นจุดแข็ง เพราะเป็นประเทศที่มีโรงแรมชั้นดีและอาหารอร่อย
วิธีคิดของ “แคปแลน” เองก็คิดแบบนี้ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการท่องเที่ยวซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เพียงแห่งเดียว แต่อาจจะมีหน่วยงานอื่นอย่างตำรวจท่องเที่ยว บริษัททัวร์ ทำ Balance Scorecard หรือแผนที่เชิงกลยุทธ์ด้านการท่องเที่ยวและกำหนดเป้าหมายร่วมกัน เพื่อนำไปปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน
เขาบอกว่าวิธีคิดนี้เหมือนการทำ Balance Scorecard ของเมืองเมืองหนึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ทำแผนกลยุทธ์การบริหารเมือง ทั้งเรื่องความปลอดภัย การขนส่ง และใช้ได้ผลมาแล้ว!!!

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม 2547

มองมุมใหม่ : Blue Ocean Strategy

กระแสของ Blue Ocean Strategy ผู้อ่านบางท่านอาจจะเคยได้ยินมาบ้าง แต่เชื่อว่าส่วนมากจะเริ่มสงสัยแล้วว่า คืออะไร ถ้าถามผมว่าในปัจจุบันแนวคิดทางการจัดการในเรื่องใดที่ได้รับความตื่นตัวและสนใจกันมากในช่วงระยะหลัง ก็คงจะต้องตอบว่า Blue Ocean Strategy คงเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ช่วงหลังก็เริ่มมีองค์กรชั้นนำหลายแห่งเริ่มจัดให้มีการสัมมนากันเรื่องของ Blue Ocean Strategy กันมากขึ้น

แนวคิดของ Blue Ocean มาจากนักวิชาการสองคนชื่อ W. Chan Kim และ Renee Mauborgne ซึ่งทั้งคู่เป็นอาจารย์จาก INSEAD สถาบันทางด้านบริหารธุรกิจชื่อดังในฝรั่งเศส เช่นเดียวกับพัฒนาการของแนวคิดทางการจัดการอื่นๆ ที่โด่งดัง อาจารย์ทั้งสองท่านได้ร่วมกันเขียนบทความที่นำไปสู่เรื่องของ Blue Ocean นี้มาในวารสาร Harvard Business Review มาเป็นระยะๆ จนท้ายที่สุดเมื่อตอนต้นปีถึงออกหนังสือเรื่อง Blue Ocean Strategy นี้ขึ้นมา

ผู้อ่านอาจจะเริ่มสงสัยว่าเจ้า Blue Ocean Strategy คืออะไรกันแน่ ซึ่งก่อนที่จะไปรู้จักกัน ต้องพาผู้อ่านไปรู้จักกับ Red Ocean กันก่อน การแข่งขันธุรกิจที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ล้วนแต่ถูกจัดให้เป็น Red Ocean ทั้งสิ้น เนื่องจากบริษัทในอุตสาหกรรมแต่ละรายก็จะมุ่งเน้นจะเอาชนะคู่แข่งอื่นๆ เพื่อที่จะแย่งชิงลูกค้ามาให้ได้มากที่สุด และทำให้ได้กำไรมากที่สุด และแนวทางที่สำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ก็คือ จะต้องดูว่าคู่แข่งของเราทำอะไรบ้าง สินค้าและบริการของคู่แข่งเป็นอย่างไร เมื่อคู่แข่งออกสินค้าหรือบริการอะไรใหม่ออกมา เราก็จะต้องทำตามและออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่ง

และเมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก็จะมีลักษณะที่เหมือนกัน หาความแตกต่างได้ลำบาก และนำไปสู่การแข่งขันทางด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งก็จะไม่ทำให้ใครได้ประโยชน์หรือเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน คู่แข่งทุกเจ้าในอุตสาหกรรมก็จะเกิดการบาดเจ็บเป็นแผล และเลือดไหลซิบๆ ซึ่งก็คือชื่อที่มาของ Red Ocean นั่นเอง ผู้อ่านลองมองไปรอบๆ ตัวแล้วจะพบว่า อุตสาหกรรมหรือธุรกิจส่วนใหญ่ในไทยจะเข้าสู่ภาวะของ Red Ocean Strategy ทั้งสิ้น โดยในระยะแรกความแตกต่างระหว่างสินค้าและบริการของผู้เล่นแต่ละรายยังพอเห็นได้ชัดเจน แต่พอนานเข้า ความแตกต่างระหว่างสินค้าและบริการของแต่ละรายก็จะเหมือนกันทุกๆ ที และสุดท้ายก็จะไปแข่งกันในเรื่องของราคา หรือการส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ ทีนี้เรามาดูเจ้า Blue Ocean กันบ้าง หลักการของ Blue Ocean นั้นจะไม่มุ่งเน้นที่จะตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอยู่ แต่จะเน้นในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ (Demand Creation) โดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับคู่แข่งเดิมๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เป็นการสร้างความต้องการของลูกค้า และอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าทั้งต่อองค์กรเองและลูกค้า โดยลูกค้าก็จะได้รับคุณค่าที่ก่อให้เกิดความแตกต่าง ในขณะที่องค์กรก็จะลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น และนำไปสู่การเติบโตขององค์กร

ถ้าผู้อ่านยังนึกอุตสาหกรรมที่เกิดจาก Blue Ocean ไม่ออก ก็ลองย้อนกลับไปซักสามสิบปี แล้วดูซิครับว่าอุตสาหกรรมไหนบ้างที่ในปัจจุบันมี และสามสิบปีที่แล้วยังไม่มี ตัวอย่างง่ายๆ เช่น สถานีข่าวยี่สิบสี่ชั่วโมงอย่าง CNN ที่ในอดีตนั้นสถานีโทรทัศน์ก็จะมีรายการที่หลากหลาย

แต่สิ่งที่ CNN ทำคือสร้างตลาดและอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาที่นำเสนอข่าวยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน ลูกค้าของ CNN จะเป็นกลุ่มใหม่ที่ไม่ใช่ลูกค้าของสถานีโทรทัศน์เดิมๆ ที่มีอยู่ ลูกค้าจะได้รับคุณค่าจาก CNN ในลักษณะที่ไม่ได้จากสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น และขณะเดียวกัน CNN ก็ไม่จำเป็นต้องแบกต้นทุนที่สูงเกินเหตุเนื่องจากเป็นสถานีโทรทัศน์ที่มุ่งเน้นแต่การนำเสนอข่าวเพียงอย่างเดียว

อีกตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนคือ สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airlines) ที่เราคุ้นเคยกันดี ทีนี้ตอนที่สายการบินต้นทุนต่ำเกิดขึ้นมาใหม่ๆ (สายการบิน Southwest) เราจะเห็นว่าสายการบินต้นทุนต่ำไม่ได้มุ่งเน้นที่จะแข่งขันกับสายการบินเจ้าเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว แต่พยายามมุ่งตอบสนองต่อผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์หรือรถไฟ

ตัวอย่างที่เห็นในบ้านเรา ก็อย่าง โออิชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการส่งอาหารญี่ปุ่นตามบ้าน หรือที่เรียกว่า Delivery แต่พอนึกถึงโออิชิก็ทำให้ต้องนึกถึงข้อที่ต้องระวังของ Blue Ocean เหมือนกันนะครับ นั่นคือพอทำในสิ่งที่ยังไม่มีคู่แข่งทำ ก็จะส่งผลให้คุณภาพของสินค้าและบริการแย่ไปด้วย

ผมเองมีประสบการณ์ที่เลวร้ายกับการสั่งโออิชิมากินที่บ้านหลายครั้ง ทั้งส่งช้าหรือส่งไม่ครบ ซึ่งเมื่อเทียบกับพวกพิซซ่าทั้งหลายแล้ว คุณภาพของการส่งต่างกันมาก ทั้งนี้ เนื่องจากการมีคู่แข่งมาคอยกดดันอย่างใกล้ชิด ทำให้น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเน้น Blue Ocean มากๆ แล้ว สร้างความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมา โดยที่ยังไม่มีคู่แข่งขัน จะส่งผลต่อคุณภาพของบริการที่แย่แบบโออิชิหรือไม่?

จริงๆ แล้ว ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่นัก มีหนังสือในลักษณะเดียวกันออกมาก่อนหน้านี้หลายเล่ม เพียงแต่ความแตกต่างหรือโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ก็คือ แทนที่จะพร่ำพรรณนาเพียงอย่างเดียว กลับนำเสนอเครื่องมือในการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ที่องค์กรสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อให้สร้าง Blue Ocean ออกมาได้ ซึ่งในสัปดาห์หน้าเราจะมาต่อกันถึงการวิเคราะห์และกำหนดกลยุทธ์ เพื่อให้เกิด Blue Ocean ออกมานะครับ

ผู้เขียน : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : http://www.thaitrainingzone.com/

เคล็ดลับพัฒนาอัฉริยภาพ 8 ด้าน เพื่อก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ

ที่มา : สรุปจากหนังสืออัฉริยะสร้างได้ โดย วนิษา เรซ

“This is a simple and so obvious …only a genius could think of it”

สมองซีกซ้ายและซีกขวา
สมองซีกซ้าย —— ตรรกะ —— การวางแผน ไวยากรณ์ การเขียนซ้ำแก้ไข การหาข้อมูล การใช้สัญลักษณ์ต่างๆ
สมองซีกขวา —— อารมณ์ ความรู้สืก —— ความน่าตื่นเต้น สีสัน การใช้จินตนาภาพและจินตนาการ การใช้ความแปลกใหม่ การใช้ข้อมูลสนุก ขี้เล่น

มนุษย์เรามีอัจฉริยภาพอย่างน้อย 8 ด้าน และในคนหนึ่งคนก็มีครบทั้ง 8 ด้าน

1. อัจฉริยภาพด้านภาษา
อัจฉริยภาพด้านภาษานี้จำเป็นมากสำหรับแทบทุกอาชีพ บุคคลที่มีอัฉริยภาพด้านนี้ คือคนที่เป็นนายของภาษา สามารถใช้ภาษาได้อย่างที่ใจต้องการ…มีทักษะในการรับรู้ข้อมูลผ่านภาษาสูงมาก เป็นคนช่างสังเกต
กิจกรรมส่งเสริม
การฟังอย่างลึกซึ้ง —— ฝึกหน้าที่เป็น Moderator —— ฟังและออกเสียงตามภาษาอื่นๆ —— เลือกฟังเพลงหลายๆ ภาษา —— เคี้ยวอาหารให้ละเอียด —— ถามความหมายศัพท์ใหม่ —— อ่านสารบัญหนังสือขายดี ——สรุปการประชุมเป็นคำคล้องจอง —— หัดทำ Mind Map ——เล่าเรื่องขำขัน —— ชวนคุย

2. อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
คนที่อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว คือคนที่สมองทำงานเร็ว และทรงพลังเป็นพิเศษเมื่อร่างกายของเขามีการเคลื่อนไหว…เมื่อเขาได้เล่น…ได้เต้น…ได้ออกกำลังกาย
กิจกรรมส่งเสริม
หายใจให้ถูกต้อง —— จัดกระดูกสันหลังให้ตรง —— ทานอาหารให้ครบส่วนและเลือกทานอาหารสุขภาพ —— ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ —— ซ่อมแซมข้าวของเครื่องใช้ —— ใช้ร่างกายสลับซีก —— ออกกำลังกาย —— ฝึกทำท่าบริหารสมอง (Brain Gym)

3. อัฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์และจินตภาพ
คนที่มีความสามารถด้านมิติสัมพันธ์และจินตภาพ มองอะไรก็มักเห็นเป็นภาพชัดเจนอยู่ในจินตนาการ…เมื่อคนกลุ่มนี้หลับตาลง จะมองเห็นภาพหนังสือที่อ่านลอบอยู่ตรงหน้าได้
กิจกรรมส่งเสริม
พกปากกาสี หรือปากกาเน้นข้อความ —— หัดทำ Mind Map —— เข้า search engine หารูป —— วาดแผนที่ —— ฝึกวาดวงกลม —— ฝึกจัดดอกไม้ —— จัดกระเป๋า จัดบ้าน หรือจัดโต๊ะทำงานให้มีระเบียบ —— รื้อ สำรวจ ประกอบอุปกรณ์ที่เสียแล้ว —— ใช้กราฟ แผนภูมิ แผนผัง —— ฝึกเขียนอักษรกลับหัว

4. อัฉริยภาพด้านตรรกะและคณิตศาสตร์
วันๆ หนึ่งเราต้องใช้ทักษะด้านตรรกะและคณิตศาสตร์เยอะมากๆ โดยไม่รู้ตัว…คนที่มีอัฉริยภาพด้านนี้ จะมีลักษณะเป็นคนช่างสงสัย ชอบสืบค้นข้อมูล ชอบสืบสวนสอบสวน…
กิจกรรมส่งเสริม
บวกค่าอาหาร —— หัดทำ Mind Map —— บวกเลขทะเบียนรถ —— อ่านหนังสือเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์ —— ติดตามข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี —— ฝึกเล่นเกมที่ต้องวางแผน —— เรียนรู้การวางแผนและจัดระบบ —— ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายประจำวัน —— จัดหมวดหมู่สิ่งของ —— ทยซิ ทายซิ สังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา

5. อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตัวเอง
คนกลุ่มนี้มักชอบรับพลังงานจากการอยู่นิ่งๆ กับตัวเอง ได้มองความคิดตัวเอง มีความสุขกับการคิดไป คิดมา ถาม-ตอบเกี่ยวกับชีวิตตัวเอง…คนมีอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตัวเองสามารถที่จะอยู่ตามลำพังอย่างมีความสุข โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่นและปัจจัยภายนอก
กิจกรรมส่งเสริม
ตั้งเป้าหมายหรือผลสัมฤทธิ์ปลายทางในสิ่งที่จะทำให้ชัดเจนเพื่ให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ —— ทบทวนชีวิตในวันนี้ —— วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ของตัวเอง —— ตั้งเป้าหมายแบบไคเซน —— การผ่อนคลาย —— เขียนชีวประวัติตนเอง —— ลองทำแบบทดสอบต่างๆ —— ยิ้มให้ตนเองก่อนออกจากบ้าน —— วันของฉัน ให้รางวันกับตัวเอง

6. อัจฉริยภาพด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น
ลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้คือมีความเป็น “นักฟัง” หรือความเป็นผู้ฟังสูงมาก…และถ้าอยากประสบความสำเร็จทั้งการงานและชีวิตความสัมพันธ์ส่วนตัวในสังคมที่มีมนุษย์อยู่ร่วมกันเกิน 2 คนขึ้นไปแล้วละก็ ความสัมพันธ์ด้านมนุษยสัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่นมีความจำเป็นมาก
กิจกรรมส่งเสริม
ยิ้ม —— อ่านความหมายจากใบหน้า —— ฟังอย่างลึกซึ้ง —— ชวนคุยในเรื่องเขา บอกเล่าในเรื่องเรา หรือพูดคุยในเรื่องที่ทั้งสอฝ่ายสนใจ —— คิดแบบ Win-Win Situation —— นั่งดูผู้คน —— เพื่อนสอนเพื่อน แบ่งปันความรู้และประสบการณ์ —— ร่วมกิจกรรมกลุ่มในโอกาสต่างๆ

7. อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาติ
อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาติได้ถูกส่งผ่านบรรพบุรุษมาใน DNA มนุษย์ทุกคน ถึงแม้เราจะไม่รู้ตัวก็ตาม และเป็นปัญญาด้านที่พัฒนาได้ง่าย และเป็น “ธรรมชาติ” ได้มากที่สุด
กิจกรรมส่งเสริม
จิบชา —— ออกไปอยู่นอกห้องปรับอากาศ —— ไปตลาดต้นไม้ —— ทำศิลบะภาพพิมพ์ —— หัดทำอาหาร —— กอดต้นไม้ในสวน ——ทำสมุดทับใบไม้ดอกไม้ —— ปลูกต้นไม้ในที่ทำงาน —— ใช้ผลิตภัณพ์จากธรรมชาติ —— ไปดูดาวท้องฟ้าจำลอง —— ถอดรองเท้าเดินบนพื้นดิน ทราย หรือหญ้า

8. อัจฉริยภาพด้านดนตรีและจังหวะ
อัจฉริยภาพด้านดนตรีและจังหวะช่วยให้เราจำได้แม่น และมองเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด…ดนตรีและจังหวะช่วยจัดระบบคลื่นสมองให้เข้าสู่ภาวะผ่อนคลาย และเหมาะกับการเรียนรู้และการพักผ่อน
กิจกรรมส่งเสริม
ฟังเสียงในสวน —— ร้องเพลงในห้องน้ำ ——ร้องคาราโอเกะ —— เปลี่ยนเนื้อเพลงเล่นสนุก —— เพิ่มไสตล์ หลายแนวเพลง —— เปิดเพลงบรรเลงเบาๆ คลอระหว่างอ่านหนังสือหรือประชุม —— ฝึกอ่านออกเสียงเป็นจังหวะจะโคน

ลองไปฝึกฝนกันนะคะ จะได้มีอัจฉริยภาพกันทุกด้าน หวังว่าคงมีประโยชน์กับทุกคนนะคะ …….

ให้ลองคิดดู มองต่างมุม

14415_723334.jpg

ไม่สำคัญว่า… คุณขับรถยี่ห้ออะไร ?

 

สำคัญว่า… คุณเคยให้คนที่ไม่มีรถ “นั่ง” มาด้วยกี่ครั้ง

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณทำงานล่วงเวลามากขนาดไหน ?

 

สำคัญว่า… คุณให้ “เวลา” แก่ครอบครัว และคนที่รักมากแค่ไหน

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณมีเสื้อผ้าทันสมัยกี่ชุดในตู้ ?

 

สำคัญว่า… คุณเคยให้เสื้อผ้าแก่คนที่ “ขาดแคลน” ใส่กี่ชุด

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณมีฐานะอะไรในสังคม ?

 

สำคัญว่า… คุณ “วางตัว” ในระดับไหน

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณมีทรัพย์มากเท่าไหร่ ?

 

สำคัญว่า… สิ่งที่คุณมี มันมี “อำนาจ” ชี้ขาดชีวิตคุณแค่ไหน

 

 

ไม่สำคัญว่า… เงินเดือนสูงสุดของคุณเท่าไร ?

 

สำคัญว่า… คุณต้องสละ “อุดมการณ์” เพื่อได้มันมาหรือไม่

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณได้เลื่อนขั้นกี่ขั้นแล้ว ?

 

สำคัญว่า… คุณเคย “สนับสนุน” ใครให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณมีตำแหน่งการงานอะไร ?

 

สำคัญว่า… คุณทำงานสุด “ความสามารถ” หรือไม่

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณมีเพื่อนกี่คน ?

 

สำคัญว่า… คุณเป็น “เพื่อนแท้” กับใครบ้าง

 

 

ไม่สำคัญว่า… คุณเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างไร ?

 

สำคัญว่า… คุณทำอะไรเพื่อ “ช่วยและปกป้อง” สิทธิคนอื่น

 

 

ไม่สำคัญว่า… สิ่งที่คุณทำสอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง ?

 

สำคัญว่า… มีกี่ครั้งที่คำพูดของคุณ “ไม่สอดคล้อง” กับการกระทำ…

อโรม่า ผ่อนคลายด้วยกลิ่น

การผ่อนคลายด้วยกลิ่น ใช้ประสาทสัมผัสทางจมูก เราสามารถหาได้จากน้ำมันหอมระเหย เทียนหอม ธูปหอม สบู่หอม เกลือหอม น้ำตาลขัดผิว ดอกไม้สด ผลไม้ ฯลฯ เลือกได้ว่าคุณชอบกลิ่นแบบไหน กลิ่น นับเป็นการสร้างบรรยากาศที่นิยมมากที่สุด นอกจากผ่อนคลาย ยังทำให้สามารถสร้างพลังความกระปรี้กระเปร่าได้ เกิดสมาธิ เกิดความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่อ่อนล้า ฟื้นฟูสภาพจิตใจที่เฉื่อยชาให้กระปรี้กระเปร่า

น้ำมันหอมระเหยนี้มีมาตั้งแต่โบราณ ชาวอียิปต์ใช้ทำมัมมี่เพื่อฆ่าเชื้อโรคไปพร้อมๆ กับไม่ให้มีกลิ่นเหม็นเน่า ชาวกรีกโบราณเชื่อว่าไวน์ที่มีกลิ่นหอม ทำให้เมาน้อยลง จึงใส่กลิ่นที่ช่วยผ่อนคลายลงไปด้วย เช่นกลิ่นกุหลาบ กลิ่นดอกไวโอเล็ต

ชาวอิสลามนิยมนำน้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบ และมัสก์ ผสมปูนก่ออิฐ สร้างกำแพงสุเหร่า เพื่อให้มีกลิ่นหอมในยามเที่ยงวัน

ชาวอินโดนีเซียนำน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพรหอม กลีบดอกไม้ โปรยลงบนเตียงของคู่วิวาห์ ประเทศไทยก็มีกลีบกุหลาบ โปรยให้เห็นกันเป็นส่วนใหญ่

เราสามารถใช้น้ำมันหอมระเหยนี้ทั้งสูดดม และให้ซึมซาบผ่านผิวหนัง โมเลกุลน้ำมันหอมระเหย มีขนาดเล็ก พอที่จะซึมผ่านผิวหนังได้โดยตรง การใช้น้ำมันหอมระเหยดีๆ สักขวด อาจจะแพง แต่เป็นการลงทุนที่ดี น้ำมันหอมระเหยที่ดีควรสกัดมาจากธรรมชาติแท้ๆ จึงจะมีสรรพคุณทางอโรมา สรรพคุณนี้ เป็นทั้งผลที่เห็นชัดเจน และผลที่ต้องอาศัยความเชื่อ เพราะเป็นเรื่องทางจิตใจ การให้ผลทางจิตใจนี้ แตกต่างกันออกไปทั้งตัวน้ำมันหอมระเหยเอง และความชอบส่วนบุคคล ลองเลือกดูตามตัวอย่างทีมีขายทั่วไปในประเทศไทย เช่น

น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูด (Bergamot) มีประสิทธิภาพในการทำให้จิตใจเบิกบาน ข้อควรทราบคือ น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดไวต่อแสงอาทิตย์มาก หากนำมาทาผิว จะทำให้ผิวไหม้ง่ายขึ้น จึงต้องระวังมากขึ้นหากใช้กลางแจ้ง ต้องเจือจาง ด้วยการผสมน้ำมันทั่วไปก่อนใช้ในการอาบ หรือนวด หรือทาหยดลงผ้าแทนหากต้องการเพียงกลิ่น

น้ำมันหอมระเหยจากมะนาว (Lemon) มีสรรพคุณในการช่วยสมานแผลต่างๆ ช่วยทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สามารถใช้ในการอาบน้ำ นวดคลายกล้ามเนื้อ ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผม สิ่งที่ต้องระวังคือไวต่อแสงแดดเหมือนกับมะกรูด ที่อาจทำให้ผิวหนังไหม้ได้

น้ำมันหอมระเหยจากส้ม (Orange) มีคุณสมบัติทำให้จิตใจเบิกบานและอารมณ์เย็น ช่วยบำรุงผิวพรรณ และเส้นผมให้แข็งแรง จึงเหมาะสำหรับอาบน้ำนวดเส้นผม และนวดตัวคลายกล้ามเนื้อ ข้อควรระวังคือการไวแสงเช่นกับมะกรูดและมะนาว

น้ำมันหอมระเหยจากต้นชา (Tea Tree) ชาวอะเบอริจิ้นส์ในออสเตรเลีย ใช้น้ำมันหอมระเหยนี้เป็นเวลานานหลายศตวรรษแล้ว เพราะมีสรรพคุณยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ใช้ทำความสะอาดแผลได้ ช่วยทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นนิ่มนวลจึงเหมาะแก่การอาบน้ำ และเหมาะเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้มีปัญหาโรคผิวหนัง เป็นสิว ขจัดรังแคในเส้นผม ในด้านจิตใจ ทำให้ช่วยพัฒนาความคิดเชิงบวก (เรื่องดีๆ ) และส่งเสริมสร้างความมั่นใจให้เพิ่มขึ้น

น้ำมันหอมระเหยจากดอกกระดังงา (Ylang Ylang) ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปรับสภาพสีผิวให้ เหมาะสำหรับการอาบน้ำ นวดคลายกล้ามเนื้อ บำรุงรักษาผิวพรรณและเส้นผม

น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบ (Rose) มีสรรพคุณในการช่วยยับยั้งการเสื่อมของผิวพรรณ และดีต่อผิวที่แห้งเป็นพิเศษ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ฟื้นฟูความมั่นใจ สามารถใช้อาบน้ำ นวดคลายกล้ามเนื้อ บำรุงผิวพรรณ แม้น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบจะราคาสูงมาก เพราะต้องใช้กลีบกุหลายจำนวนมาก แต่สรรพคุณก็สูงตามด้วย

น้ำมันหอมระเหยจากสน (Pine) ช่วยลดอาการเลือดคั่ง และปรับสภาพสีผิว ส่งผลดีที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่นโรคหวัด เหมาะที่จะใช้สูดดม อาบน้ำ นวดคลายกล้ามเนื้อ ฉีดพ่นให้มีกลิ่นหอม และยังสามารถบำรุงเส้นผมได้ดีอีกด้วย

น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ (Peppermint) เป็นน้ำมันหอมระเหยชนิดที่ให้พลังงาน ยับยั้งเชื้อโรค และบรรเทาอาการเจ็บปวด เหมาะสำหรับใช้ในการอาบน้ำ นวดคลายกล้ามเนื้อบำรุงผิวพรรณ และเส้นผม ในสตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (lemon Grass) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยชูกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง มีสรรพคุณในการยับยั้งการติดเชื้อโรค ป้องกันแบคทีเรีย ฉีดช่วยสร้างอากาศบริสุทธิ์ (ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์) สามารถไล่แมลงโดยไม่ใช้สารเคมี ใช้ทาถูสองขมับเพื่อลดการปวดหัวได้ด้วย แต่ต้องระวังในเรื่องการระคายเคืองของผิวหน้า

น้ำมันหอมระเหยจากมะลิ (Jasmine) มีสรรพคุณในการช่วยระงับพิษ และอาการทางกล้ามเนื้อ อาการตึงเครียดของกล้ามเนื้อ บรรเทาความเจ็บปวด แต่อาจทำให้ระคายเคืองตาได้ง่าย และไม่ควรใช้ขณะตั้งครรภ์

น้ำมันหอมระเหยจากยูคาลิปตัส (Eucalyptus) มีสรรพคุณในการต่อต้านเชื้อโรค ป้องกันการแพร่ระบาดเของเชื้อโรค ลดอาการแน่นหน้าอก ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นสำหนับผู้ที่เป็นหวัด บรรเทาอาการเจ็บปวดของบาดแผล น้ำหอมระเหยนี้สามารถใช้ในการอาบน้ำ อบห้อง ฉีดพ่นสเปรย์ ผสมน้ำทำไอน้ำสปา นวดคลายกล้ามเนื้อ ทั้งยังผสมกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ และเส้นผมอีกด้วย

น้ำมันหอมระเหยจากกำยาน (Franincense) ช่วยในการบำรุงกำลัง และเพิ่มความสวยความงาม เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ทำให้รู้สึกเย็นสบาย และผ่อนคลาย ช่วยลดการหย่อนยานของกล้ามเนื้อ สามารถใช้ในการอาบน้ำ และฉีดให้มีกลิ่นหอมได้ กำยานมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ นับเป็นของมีค่าจากยางไม้แถบทะเลทราย นิยมเผาเพื่อสร้างบรรยากาศและสมาธิในการประกอบศาสนพิธี

น้ำมันหอมระเหยจากว่านคาร์ดาม่อน (Cardamon) เป็นว่านคล้ายข่า เครื่องเทศของอินเดีย ช่วยฟื้นฟูสภาพความเมื่อยล้าและเฉื่อยชาเซื่องซึม เหมาะสำหรับการอาน้ำ และนวดคลายกล้ามเนื้อ

น้ำมันหอมระเหยจากคาโมไมน์ (Camomile) ช่วยในการสร้างความผ่อนคลาย ทำให้หลับสบาย ใช้บรรเทาโรคผิวหนัง มีประสิทธิภาพในการป้องกันผิวแก่ก่อนวัย เหมาะใช้อาบน้ำ นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อบไอน้ำใบหน้า และใช้กับเตาไอน้ำสปาเพื่อจุดในห้องนอนให้หลับสบาย

น้ำมันหอมระเหยจากใบตระกูลแมงลัก (Basil) เสริมสร้างความกระปรี้กระเปร่า ทำให้หายจากอาการง่วงซึมเซา สร้างสมาธิเพิ่มมากขึ้น จิตใจปลอดโปร่ง ใช้ได้ทั้งการอาย การนวด แต่ควรระวังในสตรีมีครรภ์ ควรเริ่มใช้ปริมาณเล็กน้อย ไม่ควรใช้ติดต่อกันในระยะเวลานาน

ที่มา : http://www.prapathai.com/

แบบทดสอบ วัดว่าคุณเป็นคนประเภทไหน (มี16แบบ) ..เจ๋งมากครับ

1. บุคลิกภาพของคุณเป็นอย่างไร?
( I ) ชอบสันโดษ, คิดก่อนทำ, มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากตัวเองเป็นใหญ่
( E ) ชอบเข้าสังคม, ชอบไปงานสังสรรค์, ทำก่อนคิด, มีแรงบันดาลใจหรือความคิดจากคน. สิ่งของ, สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนใหญ่

2. เมื่อคุณมีข้อมูลที่ต้องพิจารณา คุณจะพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร?
( S ) ดูถึงรายละเอียดของข้อมูล, ดูถึงปัญหาปัจจุบัน, ดูถึงหลักความเป็นจริง
( N ) ดูถึงภาพรวมหรือข้อสรุปของข้อมูล, คาดการณ์ล่วงหน้า, ดูถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น

3. คุณใช้อะไรในการตัดสินใจกับปัญหา? (โดยสัญชาตญาณของคุณ)
( T ) ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ, ใช้หลักตรรกวิทยาความถูกต้อง, คิดถึงผลที่จะตามมาจากการตัดสินใจ
( F ) ใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ, ตัดสินใจจากความชอบ, ความต้องการ, คิดถึงความต้องการและการตอบสนองของตน

4. คุณมีวิธีการดำเนินชีวิตอย่างไร?
( J ) ชอบวางแผนในการใช้ชีวิตประจำวัน, ชอบตั้งเป้าหมาย ระยะเวลา วันที่ในการทำ, ชอบตัดสินใจเพื่อให้จบปัญหา
( P ) ยอมรับการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งรอบตัว, ไม่ยึดติด, มีความยืดหยุ่นต่อสถานการณ์, รับฟังความคิดผู้อื่น

เรียง ๆ คำตอบเอาไว้ เดี๋ยวจะเฉลย

คำเฉลย

ISTJ – The Duty Fulfiller ” ผู้สำเร็จ “
– มีสมาธิสูง, เงียบ, เป็นคนรักครอบครัว
– ละเอียด, จริงจัง และ ไว้ใจได้
– ทำงานหนัก, เจ้าระเบียบ และ มีความรับผิดชอบสูง
– อาจจะทำให้ถูกเอาเปรียบได้ เพราะความที่เขาซื่อสัตย์และเป็นที่พึ่งได้
– ไม่เก่งเรื่องของความรู้สึก
ISTP – The Mechanic ” ช่างเครื่อง “
– เงียบ, ชอบผจญภัยและ กีฬา
– ชอบเสี่ยง, เป็นตัวของตัวเอง, แก้ปัญหาเก่ง
– มองโลกในแง่ดีแต่อาจโกรธง่ายตอนเครียด
– ปกติไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรให้คนอื่นอยู่ ทั้งดีและไม่ดี
ISFJ – The Nurturer ” ผู้ดูแล “
– เงียบ, ใจดี, มีสติ
– มีความรับผิดชอบ แก่ภาระและหน้าที่
– คิดถึงคนอื่นก่อนตัว, จำคนเก่ง
– เสียกำลังใจเมื่อถูกวิจารณ์
– ชอบเก็บความรู้สึกไว้กับตัวเอง
ISFP – The Artist ” ศิลปิน “
– เงียบ, ใจดี, จริงจัง และ อ่อนไหว
– ไม่ชอบการโต้แย้ง, ไม่ชอบระเบียบ
– ความคิดสร้างสรรค์ และ ไม่เหมือนใคร, รักขอบสวยของงาม
– เข้าใจยาก, เปิดเผยตัวเองกับคนใกล้ชิดเท่านั้น
– ใช้ชีวิตอย่างจริงจัง
INFJ – The Protector ” ผู้ป้องกัน “
– ความคิดสร้างสรรค์, อ่อนไหว, เป็นตัวของตัวเอง
– เก่งเรื่องคน และ สถานการณ์
– เป็นคนลึกซึ้ง, ซับซ้อน, ชอบความเป็นส่วนตัว
– เข้าใจยาก, มีความมั่นใจในตัวเองสูง, ดื้อรั้นต่อความคิดของผู้อื่น
– ไม่ชอบการโต้แย้ง
INFP – The Idealist ” นักอุดมการณ์ “
– เงียบ, ซื่อสัตย์, ชอบอุดมการณ์
– ชอบช่วยเหลือ และ เข้าใจคนอื่น
– ไม่ชอบการโต้แย้ง
– ซื่อสัตย์ต่อตนเอง
– มีความคิดสร้างสรรค์
INTJ – The Scientist ” นักวิทยาศาสตร์ “
– ฉลาด, มุ่งมั่น, ไม่เหมือนใคร
– เป็นผู้นำที่ดี, มีความมั่นใจสูง, มองการณ์ไกล
– ชอบคิดคนเดียว และ ชอบอยู่คนเดียว, ชอบด่วนสรุป,ไม่ชอบรายละเอียด, คิดว่าตนเองถูกเสมอ
– บอกความรู้สึกไม่เก่ง, จะมีปัญหากับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด
INTP – The Thinker “นักคิด “
– ความคิดสร้างสรรค์, เป็นตัวของตัวเอง, มีเหตุมีผลและมีความสามารถสูง
– ไม่อยากถูกนำหรือนำคนอื่น, ไม่ชอบระเบียบ
– ใช้เวลาในหัวตัวเองมาก, ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
– เงียบ, ไม่ค่อยรู้ว่าคนอื่นรู้สึกยังไง
– มีอารมณ์ซับซ้อน, ไม่อยู่นิ่ง และ แปรปรวน
ESTP – The Doer ” ผู้กระทำ “
– เป็นมิตร, ยืดหยุ่นง่าย, เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นเก่ง
– ไม่ชอบคำอธิบาย แต่ต้องการแค่ผลลัพธ์
– ใช้ชีวิตที่สนุกสนาน จึงทำให้ผ่านไปเร็ว
– รักสนุก, สามารถทำร้ายจิตใจผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
– ไม่ชอบเคารพกฎระเบียบ
– เบื่อง่าย
ESTJ – The Guardian ” ผู้พิทักษ์ “
– มีระเบียบ, ซื่อตรง, ตรงไปตรงมา
– มีความมั่นใจในตัวเอง, มีความสามารถ, ทำงานหนัก , เป็นผู้นำ
– ชอบความปลอดภัย และ ความสงบสุข
– บอกความรู้สึก และ ความห่วงใยไม่เก่ง
ESFP – The Performer ” ผู้แสดง “
– อยู่คนเดียวในโลกไม่ได้, มีมนุษยสัมพันธ์ดี, รักสนุก และทำงานเป็นทีมได้ดี
– มองโลกในแง่ดี, ต้อนรับทุกคน แต่ก็เกลียดทุกคนได้เหมือนกัน
– ไม่ชอบงานประจำ, คิดมากเวลาเครียด
– รักสวยรักงาม
ESFJ – The Caregiver ” นักใส่ใจ
– มีน้ำใจ , คนชอบ , มีสติ , มีความรับผิดชอบ
– เก่งเรื่องคน , เข้าใจ, สนใจ และ ปรับตามคนได้
– ชอบให้คนชอบ, ชอบบริการผู้อื่นก่อนตนเอง
– รักสงบ และความปลอดภัย, ไว้ใจได้, กระตือรือร้น
– อ่อนไหว, ต้องการการเห็นด้วยจากผู้อื่น
ENFP – The Inspirer ” ผู้มีแรงบันดาลใจ “
– มีความคิดสร้างสรรค์, กระตือรือร้น, ยืดหยุ่น
– ต้อนรับไอเดียใหม่ ๆ เสมอ แต่จะเบื่อกับรายละเอียด
– มีมนุษยสัมพันธ์ดี, ชอบให้คนชอบแต่ก็สามารถหลอกใช้ผู้อื่นได้ด้วย
– เป็นคนร่าเริง และชอบเป็นอิสระ
ENFJ – The Giver ” ผู้ให้ “
– มีมนุษยสัมพันธ์ดีมาก, ห่วงใยความรู้สึกของผู้อื่นเสมอ
– ไม่ชอบอยู่คนเดียว, ต้องการอยู่กับผู้อื่นตลอดเวลา
– มีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่เขาชอบหลาย ๆ อย่าง
– มีความมั่นใจในตัวเอง, เจ้าระเบียบ
ENTP – The Visionary ” ผู้มีวิสัยทัศน์
– มีความคิดสร้างสรรค์, ฉลาด , แก้ปัญหาเก่ง
– ชอบไอเดียใหม่, ไม่ชอบทำอะไรซ้ำ ๆ
– ชอบคุย, คุยเก่ง, หัวไว
– ไม่สนใจเรื่องความรู้สึก แต่เพียงจะให้งานสำเร็จ
– บางครั้งอาจจะเคร่งครัดกับคนรอบข้าง
ENTJ – The Executive ” ผู้บริหาร “
– เป็นผู้นำตั้งแต่เกิด, พูดต่อหน้าคนเก่ง, ฉลาด, มีความรู้
– เห็นความสำคัญในความรู้ และ ความสามารถ,ไม่มีความอดทนกับคนทำงานไม่เก่ง
– แก้ปัญหาเก่ง, สามารถเข้าใจปัญหาซับซ้อน
– เจ้ากี้เจ้าการ, ไม่มีความอดทน, เด็ดขาด, น่าเกรงขาม

ที่มา : http://www.thaireaderclub.com/

มาวัดความฉลาดกันเล่นๆดีมั้ย

คำถามแรก เกี่ยวกะเลข
ต้องคิดในใจเท่านั้น
“ห้ามใช้กระดาษ ปากกา หรือเครื่องคิดเลขเด็ดขาด”

Take 1000 and add 40 to it. Now add another 1000. Now add 30. Add another 1000. Now add 20. Now add another 1000. Now add 10. What is the total?

มีอยู่ 1000 แล้วเพิ่มเข้าไปอีก 40 แล้วเพิ่มอีก 1000 แล้วเพิ่มอีก 30 แล้วเพิ่มอีก 1000 แล้วเพิ่มอีก 20 แล้วเพิ่มอีก 1000 แล้วเพิ่มอีก 10 รวมแล้วได้เท่าไหร่
Answer : Did you get 5000? The correct answer is actually 4100.
Don’t believe it? Check with your calculator!
Today is definitely not your day.

คำตอบ: ได้ 5000 รึเปล่า? คำตอบที่ถูกต้อง คือ…. 4100
เชื่อมั้ย ลองเช็คคำตอบด้วยเครื่องคิดเลขสิ!
วันนี้ไม่ใช่วันของคุณจริงๆ
Second Question:
คำถามที่ 2
You are participating in a race. You overtake the second person. What position are you in?

คุณกำลังวิ่งแข่งอยู่ คุณแซงคนที่ 2 ได้! ตอนนี้คุณอยู่อันดับที่เท่าไหร่
Answer: If you answered that you are first, then you are absolutely wrong! If you overtake the second person and you take his place, you are second!

คำตอบ: ถ้าตอบว่าอับดับแรก ผิด!!!! ถ้าคุณแซงที่ 2 ได้ คุณก็ต้องเป็นที่ 2 แทนเขาซิ!

Left your brains at home?

ลืมสมองไว้บ้านรึไง?
Third Question:

คำถามที่ 3

If you overtake the last person, then you are…?

ถ้าคุณแซงคนสุดท้ายได้ แล้วคุณจะอยู่อันดับ….?
Answer: If you answered that you are second to last, then you are wrong.
Again. Tell me, how can you overtake the LAST person?!

คำตอบ: ถ้าคุณตอบว่าอันดับรองบ๊วย คุณก็ผิดอีกแล้ว
ไหนบอกซิ คุณจะแซงคน “สุดท้าย” ได้ยังไง?!

Intellectual Vomit!
โง่นิ ขอบอก
Maybe you will get the last question right?

คำถามสุดท้าย จะถูกมั้ยเนี่ย?

Mary’s father has five daughters: 1. Nana, 2. Nene, 3.Nini, 4. Nono.
What is the name of the fifth?

พ่อของแมรี่มีลูกสาว 5 คน: 1. Nana 2.Nene 3.Nini 4. Nono
ถามว่าคนสุดท้องชื่ออะไร?
Answer: Nunu?
คำตอบ: Nunu?

NO! Of course not.
Her name is Mary. Read the question again.
ผิด!!!!! ไม่ช่าย….
เธอชื่อแมรี่ตะหาก ลองอ่านคำถามอีกหนดิ

I’m shy to be your friend!

เราอายที่เป็นเพื่อนกับคุณนะ!

ไม่ต้องคิดมากนะคะ เล่นๆกัน

ที่มา : http://www.thaireaderclub.com/

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.