เวนิสวาณิช…อาขยานวัยเยาว์

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ (จาก The Merchant of Venice ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์)
“…อันว่าความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล
เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา
ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ เรืองจรัสยิ่งมกุฏสุดสง่า
พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา เหนือประชาพสกนิกร
ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ที่สถิตอานุภาพสโมสร
แต่การุณยธรรมสุนทร งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์
เสถียรในหฤทัยพระราชา เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธ์
และราชาเทียมเทพอมฤต ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา…”

เรื่องราวของพ่อค้า น้ำมิตร และความรักแห่งเมืองเวนิส

เหตุการณ์ในบทอาขยานที่ได้รับการอัญเชิญมานี้
จับความในตอนที่ ยิว ซึ่งหมายถึงไชล็อก พ่อค้าเงินกู้แห่งเมืองเวนิส ได้ให้บัสสานิโยกู้เงินจำนวน 3 พันเหรียญโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่ให้ทำสัญญากัน โดยมีพยานรู้เห็นว่าหากไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข จะขอเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์จากส่วนใดของร่างกายก็ได้ของอันโตนิโย เพื่อนรักของบัสสานิโยผู้เป็นคู่แค้นของตน เป็นการชำระหนี้แทน ไชล็อกมีเจตนาร้ายต่ออันโตนิโยมาแต่ต้น และสัญญาแบบนี้ในเมืองเวนิสยุคนั้นสามารถทำได้ ดังนั้นเมื่อบัสสานิโยไม่สามารถชำระหนี้ได้ ยิวคนดังจึงขอบังคับคดีต่อศาล เพื่อเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์ตรงหัวใจของอันโตนิโย แม้ทั้งศาล ทั้งเจ้าเมือง และใครต่อใครจะร้องขอ ไชล็อกก็หาได้ยินยอมไม่ ซ้ำยังสาปแช่งว่า หากเจ้าเมืองไม่ตัดสินคดีความให้เที่ยงตรง ขอให้เมืองเวนิสพบภัยพิบัติ ปอร์เชีย นางเอกของเรื่อง ปลอมตัวเป็นเนติบัณฑิตเข้ามาในศาล เพื่อทำหน้าที่แทนเบลลาริโย นางได้ซักถามไชล็อกกับอันโตนิโยเกี่ยวกับสัญญาเป็นเบื้องต้น เห็นว่ากฎหมายเวนิสมิได้ห้ามการทำสัญญาแบบนี้ อันโตนิโยจึงตกในที่เสียเปรียบ จึงขอให้ไชล็อกกรุณา แต่ไม่เป็นผล ไชล็อกกลับบอกว่าจะ “บังคับ” ตนด้วยเหตุผลใด ปอร์เชียจึงกล่าวหว่านล้อมอย่างคมคาย และเตือนไชล็อกว่าอย่าได้อ้างแต่ความยุติธรรมตามสัญญา
ตรงนี้เอง จึงเป็นที่มาของคำประพันธ์อันลือลั่น ที่ปอร์เชียกล่าวต่อไชล็อก เรื่องราวทั้งหมดหาอ่านได้ตามอัธยาศัย

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/

อาขยาน

ทร ออกเสียง /ซ/
ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
มัทรีอินทรีย์มี เทริดนนทรีพุทราเพรา
ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทมนัสฉะเชิงเทรา
ทอรอเหล่านี้เรา ออกสำเนียงเป็นเสียงซอ

สระ”ใ”ไม้ม้วน
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี

คำที่ใช้ ” คร “
กินครองแครงครามครันไม่ครั่นคร้าม ครูท่านห้ามครูดตัวแม่ครัวหนี
เคราะห์นงคราญคร่ำครวญครุ่นฤดี ครั้นจะตีครุฑคร่าพาครึกโครม
ใครครอบครองอย่าคร้ามครุยจะคราก ครึกครื้นมากคราวใคร่ดังไฟโหม
ครางฮือฮือครือครืนครื้นเครงโครม ครึ้มพโยมครึมเครือเหลือประมาณ
ครีบเป็นครามครึจริงยิ่งกว่าครึ่ง เอาครึนขึงตึงเครียดเรียดขนาน
ดึงครุครืดแคร่พังนั่งนอกชาน คร่อมสะพานครบครั้งนั่งครู่ครก
เอาไม้คราดเคร่งครัดปัดคร่าวคร่าว เสือโคร่งก้าวเท้าไปใครพลัดตก
ดังโครกครากคร่ำคร่ำเครื่องสาธก ไม้คร่าวตกเคราหล่นปนน้ำครำ
เห็นหอยแครงตัวครั่งปลาชักครอก ตะไคร้ออกดอกชุกทุกฉนำ
ตะไคร่น้ำเคร่าท่าคราประจำ ทุกทุกคำนี้ไซร้ใช้ตัว “ครอ”ฯ

วิชาเหมือนสินค้า
วิชาเหมือนสินค้า………อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป……..จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า………เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา…….แขนซ้ายขวาต่างเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง…… .สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป…….อัชฌาศัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ……….ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง……..ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว……ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา………..เป็นล้าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย……..จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม………ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา………คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ…….อย่าได้คร้านการวิชา

ปากเป็นเอกเลขเป็นโท
ปากเป็นเอกเหมือนเสกมนต์ใช้คนเชื่อ……ฉลาดเหลือวาจาปรีชาฉาน
จะกล่าวถ้อยร้อยคำไม่รำคาญ………..เป็นรากฐานเทิดตนพ้นลำเค็ญ
เลขเป็นโทโบราณท่านสั่งสอน………..เร่งสังวรเวี่ยไว้ใช้ว่าเล่น
การคำนวณควรชำนาญคูณหารเป็น……..ช่วยให้เด่นดีนักหนารู้ค่าคน
หนังสือเป็นตรีวิชาปัญญาเลิศ…………เรียนไปเถิดรู้ไว้ไม่ไร้ผล
ยามยากแค้นแสนคับไม่อับจน………..ได้เลี้ยงตนด้วยวิชาหาทรัพย์ทวี
ชั่วดีเป็นตราประทับไว้กับโลก…………ยามวิโยคชีพยับ ลับร่างหนี
ที่สูญแท้ก็แต่ตัวก็แต่ตัวส่วนชั่วดี……….คงที่เป็นลือทั่วชั่วฟ้าดิน

พ่อแก่…แม่เฒ่า (อ.สุนทรเกตุ)
พ่อแม่ก็แก่เฒ่า…………จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
จะพบจะพ้องพาน……….เพียงเสี้ยววารของคืนวัน
ใจจริงไม่อยากจาก………เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพมิทนทาน………..ย่อมร้าวรานสลายไป
ขอเถิดถ้าสงสาร……….อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ
คนแก่ชะแรวัย………..คิดเผลอไผลเป็นแน่นอน
ไม่รักก็ไม่ว่า…………เพียงเมตตาช่วยอาทร
ให้กินและให้นอน………คลายทุกข์ผ่อนพอสุขใจ
เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง……..ให้คิดถึงเมื่อเยาว์วัย
ร้องไห้ยามป่วยไข้………ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบโยน
เฝ้าเลี้ยงจนเติบใหญ่……..แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน
หวังเพียงจะได้ยล……….เติบโตจนสง่างาม
ขอโทษถ้าทำผิด………..ขอให้คิดทุกทุกยาม
ใจแท้มีแต่ความ………..หวังติดตามช่วยอวยชัย
ต้นไม่ที่ใกล้ฝั่ง………..มีหรือหวังอยู่นานได้
วันหนึ่งคงล้มไป……….ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง
ที่มา : http://th.wikipedia.org/

นักวิจัยญี่ปุ่นหัวใส พบสารสกัดจากขมิ้นชัน ช่วยต้านมะเร็ง

ใครที่เคยกินแกงกะหรี่ คงรู้จักสีเหลือง ๆ ที่ได้จากขมิ้นชันกันดีใช่มั้ยครับ สารสีเหลืองนี้เรียกว่า เคอร์คูมินครับเป็นสารที่มีคุณสมบัติรักษาโรคหลายชนิด ใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น ต้านมะเร็ง เร็ว ๆ นี้นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Tohoku ประเทศญี่ปุ่นพบสารที่คล้ายคลึงกับเคอร์คูมินอีกสองชนิดในขมิ้นชันซึ่งมีคุณสมบัติยับยั้งมะเร็ง ผลการศึกษานี้ได้มาจากการทดลองในหนูที่เป็นมะเร็งลำไส้ งานวิจัยนี้รายงานในที่ประชุม the American Association for Cancer Research Centennial Conference เมื่อวันที่ 5 พ.ย.นี้ครับ

Hiroyuki Shibata นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tohoku เป็นผู้หนึ่งที่สนใจค้นคว้าเกี่ยวกับพืชสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง จากการศึกษาพบว่าเคอร์คูมินมีคุณสมบัติออกฤทธิ์หลายที่ เช่น ยับยั้งยีนที่กระตุ้นการเติบโตของเซลล์ ( เช่น ยับยั้งการผลิตโปรตีนอัลฟา-แคทีนิน (alpha-catenin)) และชักนำให้เกิดการตายของเซลล์แบบ อะพอพโตซิส ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ (เซลล์โดยทั่วไปจะมีโปรแกรมสั่งการให้ตนเองตายเมื่อผิดปกติหรือบาดเจ็บ แต่เซลล์มะเร็งจะโตเอาโตเอาแบบไม่มีวันตายครับ จึงทำให้มันโตลุกลามไปยังเนื้อเยื่ออื่น ๆ ได้)

โชคไม่ดีเลยครับที่ เคอร์คูมิน มีอายุทางชีวภาพต่ำ คือจะสูญเสียคุณสมบัติในการรักษาได้เร็ว Shibata กล่าวว่า เมื่อเรากินเคอร์คูมินเข้าไป เคอร์คูมินจะสูญเสียคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง Shibata จึงพยายามหาวิธีเพิ่มศักยภาพในการต้านมะเร็งของ เคอร์คูมิน โดยการสังเคราะห์และทดสอบโครงสร้างสารในขมิ้นชัน 90 ชนิด พบว่าสาร GO-Y030 และ GO-Y031 มีศักยภาพรักษามากกว่าเคอร์คูมินที่รู้จักกัน

ผ.ศ.Shibata ภาควิชา Clinical Oncology จากสถาบันInstitute of Development, Aging and Cancer ที่มหาวิทยาลัย Tohoku กล่าวว่า สารตัวใหม่ที่ได้ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งลำไส้ได้มากกว่าเคอร์คูมินถึง 30 เท่า ส่วนการทดลองในหนูพบว่าการให้สาร GO-Y030 และ GO-Y031 อย่างละ 5 มิลลิกรัมช่วยให้หนูที่เป็นมะเร็งลำไส้มีอาการดีขึ้น 42 และ 51 % ตามลำดับ ในปี 2006 นักวิทยาศาสตร์ได้เผยแพร่ข้อมูลการใช้และโครงสร้างสาร GO-Y030 และ GO-Y031 ในงานตีพิมพ์ของ American Association for Cancer Research และได้ศึกษากลไกการออกฤทธิ์ระดับโมเลกุลเพิ่ม โดยพบว่าในรูปธรรมชาติเคอร์คูมินมีโครงสร้างเป็นวงสองวงอยู่ริมและเชื่อมตรงกลางด้วยคาร์บอนเจ็ดอะตอม ส่วน GO-Y030 และ GO-Y031 จะเชื่อมตรงกลางด้วยคาร์บอนเพียงห้าอะตอม Shibata บอกว่าตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ว่าเหตุใดโครงสร้างแบบนี้จึงทำให้ออกฤทธิ์ได้ดีกว่า นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสารทั้งสองนี้ทำงานคล้ายกับเคอร์คูมิน มีคุณสมบัติย่อย â catenin ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นพื้นฐานทำลายมะเร็งชนิดต่าง ๆ ได้ เช่น มะเร็งกระเพาะ นอกจากนั้นยังพบว่าสารทั้งสองนี้ทำให้ยีนที่ผลิต NF-kappa B, ErbB2, K-ras แสดงออกน้อยลงซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับมะเร้งเต้านม มะเร็งตับมะเร็งปอด และมะเร็งชนิดอื่น ๆ

Shibata กล่าวว่า อาจใช้สารเหล่านี้เพื่อการรักษาเพียงชนิดเดียวหรืออาจใช้ร่วมกันเพื่อประโยชน์ในการรักษาด้านอื่น นอกจานั้นยังต้องค้นหากลไกการส่งสารชนิดนี้ ศึกษาด้านพิษวิทยาและเภสัชวิทยาก่อนการทดลองทางคลีนิก

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/

เคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoids) จากชมิ้นชัน ต้านอนุมูลอิสระ

เคอร์คิวมินอยด์เป็นสารสีเหลืองสกัดจากเหง้าขมิ้นชัน (Curcuma longa Linn.) ประกอบด้วย สารหลัก 3 ตัว คือ เคอร์คูมิน (curcumin) ดีเมท็อกซี่เคอร์คูมิน (Demethoxycurcumin) และ บิสดีเมท็อกซี่เคอร์คูมิน (Bisdemethoxycurcumin) เคอร์คิวมินอย์มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี จึงนำมาใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านยา อาหาร และเครื่องสำอาง ได้มีการวิจัยทั้งในคนและสัตว์ทดลองพบว่า เคอร์คูมินอยด์มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์บำรุงรักษาตับ ช่วยป้องกันมะเร็ง ฤทธิ์ในการลดระดับโคเลสเตอรอล และ ฤทธิ์ในการป้องกันสมองเสื่อม
อนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระ คือโมเลกุลที่มีอีเลคตรอนเดี่ยว ซึ่งอยู่ในภาวะไม่คงตัว ว่องไวต่อการเกิดปฏิกริยาเคมี สาเหตุการเกิดอนุมูลอิสระมีได้หลายทาง เช่นแสงแดด อาหารที่เรารับประทานทุกวัน ภาวะมลพิษรอบๆ ตัวเรา เช่น ควันบุหรี่ ยาฆ่าแมลง สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในบ้านทั่วๆ ไป ในสภาวะปกติอนุมูลอิสระถูกจำกัดโดยระบบ ป้องกันของร่างกาย แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินกว่าจะถูกทำลาย อนุมูลอิสระเหล่านี้จะไปทำปฏิกริยากับภูมิคุ้มกันและ มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและการเกิดพยาธิสภาพของโรคต่างๆ เช่น ปวดเมื่อย โรคเกี่ยวกับหัวใจ โคเลสเตอรอลสูง แก่ก่อนวัย และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง สารต้านอนุมูลอิสระสามารถยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระหรือทำลายอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในร่างกาย ป้องกันเนื้อเยื่อหรือซ่อมแซมส่วนของเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ แหล่งที่ให้สารต้านอนุมูลอิสระได้แก่ ร่างกาย อาหารบางชนิด และโดยการรับประทาน เนื่องจากสิ่งแวดล้อมที่มีมลภาวะสูงทั้งในและนอกบ้าน การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม การสูบบุหรี่ คนส่วนมากจึงได้สารต้านอนุมูลอิสระจากร่างกายและอาหาร ไม่เพียงพอ จำเป็นต้องเพิ่มเข้าไปในร่างกาย สารต้านอนุมูลอิสระแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ในการต้านอนุมูลอิสระ แตกต่างกันออกไป สำหรับเคอร์คูมินอยด์นั้นทำหน้าที่ทั้งป้องกันและต่อต้านอนุมูลอิสระ

สรุปงานวิจัยเกี่ยวกับเคอร์คูมินอยด์
1. เคอร์คูมินอยด์ลดการสร้างอนุมูลอิสระของไขมันและลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดได้อย่างมี นัยสำคัญในคน ขนาดเคอร์คูมินอยด์ที่ใช้ประมาณ 500 มก./วัน หรือเทียบเท่า ขมิ้นแห้งที่ได้มาตรฐานประมาณ 10 กรัม
2. เคอร์คูมินอยด์ป้องกันโรคสมองเสื่อมโดยลดจำนวนกลุ่มของสารซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสมองเสื่อม ได้ในสัตว์ทดลอง นอกจากนี้ เคอร์คูมินอยด์ ยังช่วยลดการอักเสบของเนื้อเยื่อสมองที่เป็นโรคเกี่ยวกับสมองเสื่อมและ ลดการเสียหาย เนื่องจากการเกิดอนุมูลอิสระของเซลล์ในสมอง
3. เคอร์คูมินอยด์ยับยั้งการสร้างเอนไซม์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งบางชนิดและโรคอักเสบอย่าง เรื้อรังในสัตว์ทดลอง จากการศึกษามะเร็งเต้านมในคน เคอร์คูมินอยด์สามารถลดการเติบโตของมะเร็งเต้านมที่เกิด จากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีที่เป็นสาเหตุการเกิดของมะเร็งเต้านมได้ ในสัตว์ทดลองบพว่าเคอร์คูมินและอนุพันธ์ ของเคอร์คูมินสามารถยับยั้งการเกิดปฏิกริยาเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็งที่ลำไส้และผิวหนัง
4. เคอร์คูมินอยด์ป้องกันสารเคมี ยาฆ่าแมลงที่มีคุณสมบัติคล้ายเอสโตรเจน รวมทั้ง ดีดีที และไดอ๊อกซิน ไม่ให้เข้าสู่เซลล์และป้องกันเซลล์ไม่ให้เป็นมะเร็ง
5. ได้มีการทดลองทางคลินิกพบว่าการให้เคอร์คูมินอยด์ขนาด 1200 มก. ต่อวันเป็นเวลา 5-6 สัปดาห์ มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ โดยเคอร์คูมินอยด์ไปยับยั้งการสร้างเอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารที่ก่อให้เกิด การอักเสบ เคอร์คูมินอยด์จึงสามารถนำมาใช้ต้านการอักเสบได้ เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องปวดข้อ แต่ทนยา แผนปัจจุบันไม่ได้เพราะมีผลข้างเคียงมากมาย โดยเฉพาะผลต่อกระเพาะอาหาร
6. สารสกัดขมิ้นชันมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุโรคผิวหนังโดยเฉพาะเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคกลาก
7. ขมิ้นชันยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง สารสำคัญในการออกฤทธิ์ คือ เคอร์คูมิน น้ำมันหอมระเหย และ p-tolylmethylcarbinol

ที่มา : http://www.gpo.or.th/

10 ผลไม้ไทยต้านมะเร็งสูง ”น้ำดอกไม้สุก” อันดับ1

กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทยมีสารต้านมะเร็งสูง มะม่วงน้ำดอกไม้สุกครองอันดับ 1 ตามด้วยมะเขือเทศราชินี ส่วนฝรั่งกลมสาลี่มีวิตามินซีมากสุด
นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่า ผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะเขือเทศราชินี มะละกอสุก กล้วยไข่ มะม่วงยายกล่ำ มะปรางหวาน แคนตาลูปเนื้อเหลือง มะยงชิด มะม่วงเขียวเสวยสุก และสับปะรดภูเก็ต

ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีหลืองเข้ม ส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย อาทิ แก้วมังกร มะขามเทศ มังคุด ลิ้นจี่ และสาลี่ เป็นต้น ส่วน 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ ฝรั่งกลมสาลี่ ฝรั่งไร้เมล็ด มะขามป้อม มะขามเทศ เงาะโรงเรียน ลูกพลับ สตรอเบอร์รี่ มะละกอสุก ส้มโอขาวแตงกวาและพุทราแอปเปิ้ล

นางนัทยา กล่าวอีกว่า วิตามินอีมีในผลไม้ไม่มากนัก เพราะผลไม้ไม่ใช่แหล่งของวิตามินอี การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ ขนุนหนัง มะขามเทศ มะม่วงเขียวเสวยดิบ มะเขือเทศราชินี มะม่วงเขียวเสวยสุก มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงยายกล่ำสุก แก้วมังกรเนื้อสีชมพู สตรอเบอร์รี่และกล้วยไข่

ทั้งนี้ ผลไม้ประเภทเดียวกันแต่สีไม่เหมือนจะมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนไม่เท่ากัน เช่น แคนตาลูปเนื้อสีเหลืองและแคนตาลูปเนื้อสีเขียว นอกจากนี้พบว่า ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิ้ล ส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินี

ทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระ ตัวก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้ จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน

ที่มา : www.siamca.com/

ล้างพิษ-ทฤษฎีใหม่ (น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล) (ตอนที่ 1)

ล้างพิษ หรือ Detoxification เป็นที่นิยมอยู่มากในเวลานี้ ในหมู่ผู้รักสุขภาพ คนทั่วไปรู้จัก ในฐานะของ การสวนล้างลำไส้ ด้วยกาแฟ และเรียกสั้นๆว่า ดีท็อกซ์

คุณอาจจะเป็นคนหนึ่งที่สนใจการสวนลำไส้ แต่ถ้าคุณทำไปอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า โดยไม่เข้าใจทฤษฎี ที่ถูกต้อง คุณอาจหลงทิศ ผิดทาง นอกจากไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ยังอาจเกิดโทษ ตั้งแต่ปวดมวนท้อง ไปจนถึง อ่อนเพลีย เกินกว่าเหตุ หรือกระทั่งกลับทำให้สารพิษ คั่งอยู่ในตัวมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

และต่อไปนี้คือความรู้ใหม่ว่าด้วยทฤษฎีการล้างพิษ

ในความรู้ทางชีวภาพของเซลล์ เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า เซลล์แต่ละเซลล์ มีกระบวนการขจัดสารพิษ ภายในตัวของมัน ทั้งด้วยการแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ออกสู่ภายนอก แล้วผ่านออกไปทาง ระบบน้ำเหลือง นั่นประการหนึ่ง

ภายในเซลล์เองก็มีเอนไซม์และสารต้านอนุมูลอิสระชนิดต่างๆ ส่วนมากอยู่ในชิ้นส่วนเล็กๆ ที่เรียกว่า ไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งที่มีกระบวนการเคมีในเซลล์ และอาศัยการลำเลียง ผ่านท่อเล็ก ในเซลล์ ส่งผ่านสารเสีย ไปจากเซลล์อีกทอดหนึ่ง

ล้างพิษ-มุมมองเชิงร่างกายและจิตใจถ้าขยายมุมมองในระดับที่เชื่อมโยงร่างกายกับจิตใจ กระบวนการล้างพิษมีอยู่ถึง ๕ กระบวน การใหญ่คือ

๑) กินเพื่อล้างพิษ โดยอาศัยกินข้าวกล้อง ผักสด ผลไม้และพืชสมุนไพร เพื่อรับแอนติออกซิแดนต์ และสารผัก ไปขจัดพิษ ภายในร่างกาย

๒) อดเพื่อสุขภาพ อาศัยการกินน้อย เพื่อลดปริมาณสารเสียที่จะเกิดขึ้นจากกระบวนการกินการย่อย ปล่อยโอกาส ให้เซลล์ร่างกาย มีกระบวน การชีวเคมีขจัดสารเสียด้วยตัวเอง

๓) สวนลำไส้ อาศัยน้ำบ้าง หรือสารละลายบางอย่างเกิดผลในการขจัดตะกรัน เก่าเก็บในลำไส้ และอาศัย ผลทางชีวเคมี ของสารที่สวนนั้น ลดสารเสียในร่างกายลง

๔) ฝึกลมปราณล้างพิษ ในการปฏิบัติชี่กง หรือโยคะ ให้กายประสานใจ ร่วมกับการขจัดสารเสีย ทางลมหายใจ

๕) ฝึกสมาธิล้างพิษ เน้นความสงบทางจิตใจ ลดอัตราเผาผลาญของร่างกาย ลดการเกิดสารพิษ
ถ้าสามารถ ต่อยอดด้วย วิปัสสนากรรมฐาน ก็ช่วยขจัดอาสวะกิเลส ก้าวสู่การพ้นทุกข์

ที่มา : http://www.asoke.info/

ผลไม้ล้างพิษ

ในปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ทำให้เราต้องเลือกรับประทาน เพราะทุกสิ่งทุก อย่างที่เข้าสู่ร่างกายแล้วย่อมมีผลตามมาทั้งสิ้น อาหารชนิดเดียวกันบางครั้งก็มีทั้ง คุณทั้งโทษ และวันนี้เราจะมาแนะนำผลไม้ซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด และที่สำคัญยังสามารถล้างพิษในร่างกายเราได้อีกด้วย

แอปเปิ้ล : เป็นผลไม้ที่ดีที่สุดสำหรับการขจัดของเสียออกจากร่างกาย สารเปกตินในแอป เปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไปกำจัดทิ้ง ทั้งยังป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เกิดการบูดเน่า แอป เปิ้ลยังมีเส้นใยมากจะทำหน้าที่เป็นไม้กวาด ทำความสะอาดลำไส้ช่วยให้ตับและระบบย่อย ทำงานได้ดียิ่งขึ้น กระตุ้นน้ำย่อย นอกจากนี้ยังมีวิตามินและเกลือแร่ และยังเหมาะกับผู้ที่ กำลังลดน้ำหนักอีกด้วย

องุ่น : เป็นสารฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้และไตโดยเฉพาะ เนื่องจากองุ่นมี คุณสมบัติรักษาน้ำมูกที่จะออกมาจากเยื่อเมือกต่างๆในร่างกาย องุ่นยังให้พลังงานสูงและ นำไปใช้ได้ง่าย เกลือแร่อุดม ดังนั้นจึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย

สับปะรด : มีเอนไซม์โปรเมลินสูง เอนไซม์ตัวนี้จะช่วยการทำงานของกรดไฮโดรคลอริกใน กระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้น เชื่อกันว่าสับปะรดช่วยรักษา อาการอักเสบในทางเดินอาหาร ช่วยในการซ่อมแซมส่วนต่างๆที่สึกหรอ ช่วยการทำงาน ของต่อมไร้ท่อและช่วยกำจัดน้ำมูก

มะละกอ มะม่วง แตงโม : มีลักษณะคล้ายคลึงกันแต่มะม่วงมีสารสำคัญน้อยกว่ามะละกอ เล็กน้อย ผลไม้ทั้งสองชนิดมีเอนไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินใน กระเพาะอาหาร ดังนั้นมันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ้นเช่นเดียวกับ โปรเมลิน ทั้งมะละกอและมะม่วงดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร เชื่อกัน ว่ามะละกอยังช่วยลดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย แตงโมมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดังนั้นจึงช่วยฟอก ล้างร่างกายได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดันเลือดสูง ทำให้สบายท้อง

น้ำคั้นจากเปลือกของแตงโมและเมล็ด หากดื่มก่อนกินเนื้อแตงโมในมื้ออาหารสักครึ่ง ชั่วโมง จะทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเปลือกของแตงโมอุดมด้วยคลอโรฟิลล์และ เมล็ดอุดมด้วยวิตามิน

ผลไม้มีประโยชน์ มากคุณค่า แถมทำให้เราไม่อ้วนด้วย อย่างนี้น่าจะลองหาผลไม้ ติดบ้านไว้ แทนขนมขบเคี้ยว หรือขนมหวานก็จะดีไม่น้อยเลย

ที่มา : http://www.thaifooddirect.com/

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.