• c

  • Tags

  • Blog Stats

    • 137,095 hits

คำฉันท์กฤษณาสอนน้อง (กฤษณาสอนน้องคำฉันท์)

ประพันธ์โดย พระนิพนธ์ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
เรื่อง กฤษณาสอนน้อง เป็นวรรณกรรมมุขปาฐะ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ไม่เคยมีผู้ใดทำการวิเคราะห์ที่มาของวรรณกรรมเรื่องนี้ จนกระทั่งมีการแต่งเป็นหนังสือในรัชกาลที่ 3 และกลายเป็นวรรณคดี คำฉันท์ที่สำคัญเล่มหนึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นคนแรกที่ทรงวิจารณ์ที่มาของเรื่องนี้อย่างถูกต้องและสรุปได้ในที่สุด ว่านำมาจากเรื่อง มหาภารตะ ของอินเดีย เรื่องเดิมเป็นรูปแบบคำสนทนาระหว่างหญิงสองคนที่เป็นเพื่อนกัน
เรื่อง กฤษณาสอนน้อง เป็นวรรณกรรมประเภทคำฉันท์ เชื่อได้แน่นอนว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ต้นฉบับเดิมหายสูญไป ระยะเวลาที่แต่งจะเป็นสมัยอยุธยาตอนต้น หรืออยุธยาตอนปลาย เป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดลงไปได้ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสองประการ คือ
ประการที่หนึ่ง ไม่มีต้นฉบับตัวเขียนสมัยอยุธยาหลงเหลืออยู่เลย
ประการที่สอง เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์นี้มีตกทอดมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในรูปแบบของ วรรณกรรมมุขปาฐะ คือท่องจำและถ่ายทอดกันมาด้วยการเล่าปากเปล่า ไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร เรื่องที่ท่องจำกันมาจึงผิดเพี้ยนกันไป และหายตกหล่นไปมากต่อมาก จะเอาเนื้อหาสาระที่บริบูรณ์เป็นแก่นสารก็ไม่ได้ ประกอบทั้งภาษาสำนวนที่แต่งก็ไม่ได้อยู่ในขั้นดี กล่าวง่าย ๆ คือ เป็นสำนวนบ้านนอก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่โปรด ทรงพระราชดำริว่าเนื้อเรื่องดี แต่ภาษาไม่ดีพอ น่าจะแต่งใหม่ให้ดีกว่านั้น จึงทรงอาราธนาให้ กวีแก้วแห่งรัตนโกสินทร์ คือ กรมหมื่นนุชิตชิโนรส ศรีสุคตขัตติยวงศ์ ทรงแต่งใหม่ทั้งหมด แต่รักษารูปแบบคำประพันธ์คือคำฉันท์ไว้ตามเดิม
“…พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
ความดีก็ปรากฏ กิติยศลือชา
ความชั่วก็นินทา [...]

เวนิสวาณิช…อาขยานวัยเยาว์

พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ (จาก The Merchant of Venice ของ วิลเลียม เช็คสเปียร์)
“…อันว่าความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
เป็นสิ่งดีสองชั้นพลันปลื้มใจ แห่งผู้ให้และผู้รับสมถวิล
เป็นกำลังเลิศพลังอื่นทั้งสิ้น เจ้าแผ่นดินผู้ทรงพระกรุณา
ประดุจทรงวราภรณ์สุนทรสวัสดิ์ เรืองจรัสยิ่งมกุฏสุดสง่า
พระแสงทรงดำรงซึ่งอาชญา เหนือประชาพสกนิกร
ประดับพระวรเดชวิเศษฤทธิ์ ที่สถิตอานุภาพสโมสร
แต่การุณยธรรมสุนทร งามงอนกว่าพระแสงอันแรงฤทธิ์
เสถียรในหฤทัยพระราชา เป็นคุณของเทวาผู้มหิทธ์
และราชาเทียมเทพอมฤต ยามบพิตรเผยแผ่พระกรุณา…”

เรื่องราวของพ่อค้า น้ำมิตร และความรักแห่งเมืองเวนิส
เหตุการณ์ในบทอาขยานที่ได้รับการอัญเชิญมานี้
จับความในตอนที่ ยิว ซึ่งหมายถึงไชล็อก พ่อค้าเงินกู้แห่งเมืองเวนิส ได้ให้บัสสานิโยกู้เงินจำนวน 3 พันเหรียญโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่ให้ทำสัญญากัน โดยมีพยานรู้เห็นว่าหากไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข จะขอเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์จากส่วนใดของร่างกายก็ได้ของอันโตนิโย เพื่อนรักของบัสสานิโยผู้เป็นคู่แค้นของตน เป็นการชำระหนี้แทน ไชล็อกมีเจตนาร้ายต่ออันโตนิโยมาแต่ต้น และสัญญาแบบนี้ในเมืองเวนิสยุคนั้นสามารถทำได้ ดังนั้นเมื่อบัสสานิโยไม่สามารถชำระหนี้ได้ ยิวคนดังจึงขอบังคับคดีต่อศาล เพื่อเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์ตรงหัวใจของอันโตนิโย แม้ทั้งศาล ทั้งเจ้าเมือง และใครต่อใครจะร้องขอ ไชล็อกก็หาได้ยินยอมไม่ ซ้ำยังสาปแช่งว่า หากเจ้าเมืองไม่ตัดสินคดีความให้เที่ยงตรง ขอให้เมืองเวนิสพบภัยพิบัติ ปอร์เชีย นางเอกของเรื่อง ปลอมตัวเป็นเนติบัณฑิตเข้ามาในศาล เพื่อทำหน้าที่แทนเบลลาริโย นางได้ซักถามไชล็อกกับอันโตนิโยเกี่ยวกับสัญญาเป็นเบื้องต้น เห็นว่ากฎหมายเวนิสมิได้ห้ามการทำสัญญาแบบนี้ [...]

อาขยาน

ทร ออกเสียง /ซ/
ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
มัทรีอินทรีย์มี เทริดนนทรีพุทราเพรา
ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทมนัสฉะเชิงเทรา
ทอรอเหล่านี้เรา ออกสำเนียงเป็นเสียงซอ

สระ”ใ”ไม้ม้วน
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี

คำที่ใช้ ” คร “
กินครองแครงครามครันไม่ครั่นคร้าม ครูท่านห้ามครูดตัวแม่ครัวหนี
เคราะห์นงคราญคร่ำครวญครุ่นฤดี ครั้นจะตีครุฑคร่าพาครึกโครม
ใครครอบครองอย่าคร้ามครุยจะคราก ครึกครื้นมากคราวใคร่ดังไฟโหม
ครางฮือฮือครือครืนครื้นเครงโครม ครึ้มพโยมครึมเครือเหลือประมาณ
ครีบเป็นครามครึจริงยิ่งกว่าครึ่ง เอาครึนขึงตึงเครียดเรียดขนาน
ดึงครุครืดแคร่พังนั่งนอกชาน คร่อมสะพานครบครั้งนั่งครู่ครก
เอาไม้คราดเคร่งครัดปัดคร่าวคร่าว เสือโคร่งก้าวเท้าไปใครพลัดตก
ดังโครกครากคร่ำคร่ำเครื่องสาธก ไม้คร่าวตกเคราหล่นปนน้ำครำ
เห็นหอยแครงตัวครั่งปลาชักครอก ตะไคร้ออกดอกชุกทุกฉนำ
ตะไคร่น้ำเคร่าท่าคราประจำ ทุกทุกคำนี้ไซร้ใช้ตัว “ครอ”ฯ

วิชาเหมือนสินค้า
วิชาเหมือนสินค้า………อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป……..จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า………เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา…….แขนซ้ายขวาต่างเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง…… .สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป…….อัชฌาศัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ……….ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง……..ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว……ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา………..เป็นล้าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย……..จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม………ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา………คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ…….อย่าได้คร้านการวิชา

ปากเป็นเอกเลขเป็นโท
ปากเป็นเอกเหมือนเสกมนต์ใช้คนเชื่อ……ฉลาดเหลือวาจาปรีชาฉาน
จะกล่าวถ้อยร้อยคำไม่รำคาญ………..เป็นรากฐานเทิดตนพ้นลำเค็ญ
เลขเป็นโทโบราณท่านสั่งสอน………..เร่งสังวรเวี่ยไว้ใช้ว่าเล่น
การคำนวณควรชำนาญคูณหารเป็น……..ช่วยให้เด่นดีนักหนารู้ค่าคน
หนังสือเป็นตรีวิชาปัญญาเลิศ…………เรียนไปเถิดรู้ไว้ไม่ไร้ผล
ยามยากแค้นแสนคับไม่อับจน………..ได้เลี้ยงตนด้วยวิชาหาทรัพย์ทวี
ชั่วดีเป็นตราประทับไว้กับโลก…………ยามวิโยคชีพยับ ลับร่างหนี
ที่สูญแท้ก็แต่ตัวก็แต่ตัวส่วนชั่วดี……….คงที่เป็นลือทั่วชั่วฟ้าดิน

พ่อแก่…แม่เฒ่า (อ.สุนทรเกตุ)
พ่อแม่ก็แก่เฒ่า…………จำจากเจ้าไม่อยู่นาน
จะพบจะพ้องพาน……….เพียงเสี้ยววารของคืนวัน
ใจจริงไม่อยากจาก………เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพมิทนทาน………..ย่อมร้าวรานสลายไป
ขอเถิดถ้าสงสาร……….อย่ากล่าวขานให้ช้ำใจ
คนแก่ชะแรวัย………..คิดเผลอไผลเป็นแน่นอน
ไม่รักก็ไม่ว่า…………เพียงเมตตาช่วยอาทร
ให้กินและให้นอน………คลายทุกข์ผ่อนพอสุขใจ
เมื่อยามเจ้าโกรธขึ้ง……..ให้คิดถึงเมื่อเยาว์วัย
ร้องไห้ยามป่วยไข้………ได้ใครเล่าเฝ้าปลอบโยน
เฝ้าเลี้ยงจนเติบใหญ่……..แม้เหนื่อยกายก็ยอมทน
หวังเพียงจะได้ยล……….เติบโตจนสง่างาม
ขอโทษถ้าทำผิด………..ขอให้คิดทุกทุกยาม
ใจแท้มีแต่ความ………..หวังติดตามช่วยอวยชัย
ต้นไม่ที่ใกล้ฝั่ง………..มีหรือหวังอยู่นานได้
วันหนึ่งคงล้มไป……….ทิ้งฝั่งไว้ให้วังเวง

ที่มา : http://th.wikipedia.org/