เรื่องของ .. “เจ้าที่” ::โดย อ.มาโนช ประภาษานนท์

       “เจ้าที่” คำๆ นี้ ดูเหมือนว่า จะคุ้นเคยกันดีไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนจีน ประเพณีปฏิบัติในการไหว้เจ้าที่ ถูกสืบทอดกันมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว จนมาถึงปัจจุบันก็ยังปฏิบัติกันอยู่ การตั้งศาลเจ้าที่ จึงมักจะทำกันเป็นเรื่องปกติ
       ศาลเจ้าที่ของคนไทย มักจะเรียกว่า “ศาลตา-ยาย” ซึ่งจะตั้งอยู่คู่กับศาลพระภูมิหลายคนคงเคยเห็น ส่วนศาลเจ้าที่ของคนจีนจะเรียกว่า “ตี่จูเอี๊ย” เป็นศาลที่ตั้งอยู่ภายในบ้าน วางอยู่ติดกับพื้นบ้าน สีแดงๆ คงจะนึกออกนะครับ        “ศาลเจ้าที่จำเป็นจะต้องตั้งหรือไม่ ถ้าไม่ตั้งจะเกิดอะไรขึ้น??”
       ผมเองถูกตั้งคำถามแบบนี้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ค่อยอยากตั้งศาลเจ้าที่กันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะศาลเจ้าที่แบบจีนที่ต้องตั้งไว้ในบ้าน เพราะทำให้บ้านดูไม่สวย จัดบ้านยาก หรือไม่ก็อ้างว่าไม่มีเวลาดูแลบ้าง นั่นเป็นเหตุผลส่วนใหญ่ที่ทำให้ไม่อยากตั้งศาลเจ้าที่ในบ้าน
        ก่อนอื่นคงทำความเข้าใจคำว่า “เจ้าที่” กันก่อนนะครับ ความหมายของเจ้าที่ ก็คือ เจ้าของที่ดินที่เราเข้าไปอาศัยอยู่ หรือปลูกบ้านบนที่ดินนั้น เจ้าของที่ดินในที่นี้ หมายถึง เจ้าของที่ดิน (เดิม) ที่ตายไปแล้วนะครับ ไม่ใช่คนเป็น อย่างหมู่บ้านที่เราไปซื้อบ้านอยู่ ซึ่งในหมู่บ้านนั้นอาจมีบ้านเป็นร้อยๆ หลัง เจ้าที่อาจมีเพียงคนเดียวก็ได้
        เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นว่า บ้านทุกหลังจะต้องมีเจ้าที่ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า บ้านร้อยหลังก็ต้องมีเจ้าที่ร้อยตน นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก ผมเองได้เคยถามผู้รู้หลายต่อหลายคน เกี่ยวกับเจ้าที่ก็ได้รับคำอธิบายว่า เจ้าที่ จะมีอยู่ 2 ประเภทคือ เจ้าที่แท้ กับเจ้าที่จร
        “เจ้าที่แท้” ก็คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินเดิม เมื่อตายไปแล้วก็ยังเฝ้าที่ดินของตัวเองอยู่ ไม่ยอมไปเกิด ประเภทปู่โสมเฝ้าทรัพย์ เมื่อมีคนเข้าไปอยู่ก็ต้องทำพิธีขออนุญาต และตั้งศาลเจ้าที่บูชาเพื่อแสดงความเคารพต่อเจ้าของสถานที่
       “เจ้าจร” คือ วิญญาณเร่ร่อนอยู่บริเวณนั้น เมื่อเจ้าที่เดิมไปเกิดแล้ว ที่บริเวณนั้นก็กลายเป็นที่สาธารณะ พวกวิญญาณเหล่านี้ ก็สามารถเข้าไปจับจองพื้นที่ อาจเข้าไปอยู่บ้านโน่นบ้านนี้ บ้านไหนเลี้ยงดูดีก็อาจจะขออยู่ประจำบ้านหลังนั้น กลายเป็นเจ้าที่บ้านนั้นไป
        บ้านบางหลังที่มีการตั้งศาลเจ้าที่ (ตี่จูเอี๊ย) เมื่อไปตรวจเช็คดูแล้ว อาจไม่มีเจ้าที่อยู่เลยก็มีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ พูดง่ายๆ มีแต่ศาลเปล่าๆ ไม่มีวิญญาณสิงสถิตอยู่ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายประเภทเจ้าที่จร การกราบไหว้บูชาก็อาจจะไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น
       กรณีที่เป็นการอยู่อาศัยในหมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะมีศาลเจ้าที่ของหมู่บ้านเป็นศาลกลางที่คนในหมู่บ้านสามารถกราบไหว้บูชาได้ กรณีนี้การตั้งศาลเจ้าที่ภายในบ้าน อาจไม่จำเป็นต้องตั้งก็ได้ เพราะถือว่า มีศาลเจ้าที่ใหญ่ให้กราบไหว้อยู่แล้ว
        แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไปสร้างบ้านอยู่ในพื้นที่อื่นๆ การตั้งศาลอาจมีความจำเป็นเพราะเราไม่รู้ว่า มีเจ้าที่อยู่หรือไม่ ยิ่งถ้าเป็นพื้นที่ ที่มีสภาพแวดล้อมที่เป็นหยินมากๆ เช่น เป็นที่เปลี่ยว รกร้าง ใกล้วัด มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมรอบๆ บริเวณบ้าน ก็ให้สันนิฐานเอาไว้ก่อนว่า มีวิญญาณอยู่บริเวณนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเจ้าที่แท้หรือจร ก็แล้วแต่
        การตั้งศาลเจ้าที่นั้น สิ่งที่จะต้องคำนึงถึง ก็คือ การหาตำแหน่งการตั้งศาลที่ถูกต้อง เพราะถ้าตั้งผิดตำแหน่งผิดที่ อาจส่งผลกระทบได้ ลักษณะชัยภูมิที่ถูกต้องของการตั้งศาล จะต้องเป็น ดังต่อไปนี้
       1. การตั้งตรงกับประตูทางเข้าบ้าน ตำแหน่งศาลที่ถูกต้อง เวลาเดินเข้าบ้านจะต้องมองเห็นทันที ซึ่งตำแหน่งที่ตรงกับประตูถือเป็นตำแหน่งที่ดีที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะวางตำแหน่งนี้กันอยู่แล้ว แต่จะมีบางกรณีเท่านั้น ที่ศาลเจ้าที่อาจวางตำแหน่งอื่น เช่น ด้านข้างของตัวบ้าน ซึ่งมักจะเป็นการวางเพื่อแก้ไขฮวงจุ้ยมากกว่า

       2. ห้ามวางศาลหลบมุม หรือมีสิ่งของมาปิดบังหน้าศาล บริเวณหน้าศาลเจ้าที่จะต้องมีพื้นที่โล่ง ห้ามมีสิ่งใดมาปิดบัง บางบ้านเอาศาลไปวางหลบอยู่ด้านหลังบ้าน เดินเข้าบ้านมองไม่เห็นศาล ลักษณะแบบนี้ก็เข้าข่ายวางศาลผิด
       3. ห้ามวางศาลพิงห้องน้ำ นี่ถือเป็นตำแหน่งต้องห้ามเลยทีเดียว เพราะศาลเจ้าที่ถือเป็นธาตุไฟ เมื่อนำไปพิงห้องน้ำ (ธาตุน้ำ) ก็เท่ากับเอาน้ำไปพิฆาตไฟ ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลก็จะเสื่อมถอยลง หลายบ้านที่วางแบบนี้ มักจะไม่มีเจ้าที่ มีแต่ศาลเปล่าๆ ตั้งอยู่เท่านั้น
       4. ห้ามวางศาลใต้บันได หรือบริเวณทางขึ้นลงบันได กรณีแบบนี้จะพบบ่อยสำหรับอาคารพาณิชย์ ที่หาตำแหน่งในการวางเจ้าที่ค่อนข้างยาก เพราะพื้นที่มีน้อย บริเวณบันไดจะก่อสภาพที่เคลื่อนไหว ศาลเจ้าที่ต้องการความนิ่งสงบ การเอาศาลไปวางบริเวณบันได ไม่ว่าจะเป็นใต้บันได หรือทางขึ้นลงบันได ก็เท่ากับรบกวนเจ้าที่โดยตรง ตำราฮวงจุ้ยบอกว่า เจ้าที่มักไม่ค่อยอยู่บ้าน (ชอบเที่ยว)
       5. ห้ามวางศาลใต้คาน ศาลจะถูกคานกดทับ ทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลลดทอนลงไปได้เช่นเดียวกัน

       การตั้งศาลเจ้าที่ภายในบ้าน มีเงื่อนไขค่อนข้างจะมาก จึงมีคำกล่าวว่า ถ้าไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสม ก็ไม่ควรตั้งศาล เพราะถ้าตั้งอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี การไม่ตั้งศาลเจ้าที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร หลายคนกลัวมากจนเกินเหตุ บ้านที่ไม่มีศาลใช้วิธีไหว้เจ้ากลางแจ้งในช่วงเทศกาลต่างๆ แทนก็ได้
        กรณีที่ตั้งศาลเจ้าที่แล้วไม่ดูแล ปล่อยศาลทิ้งร้างไม่เคยกราบไหว้บูชาเลย อย่างนี้ก็อย่าตั้งเสียดีกว่า ถ้ารู้ว่าตัวเองไม่มีเวลา เพราะถ้าเจอเจ้าที่ประเภทจู้จี้ เจ้าระเบียบ ก็อาจจะเจอดีโดนเจ้าที่เล่นงานเอา ทำให้ป่วยบ้าง ทำให้ทะเลาะกันบ้าง หรือไม่ก็ทำให้ลูกจ้างเข้าๆ ออกๆ จนเจ้าของบ้านปวดหัวได้
       สรุปก็คือ การจะตั้งศาลเจ้าที่หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ลองถามตัวเองดูว่าอยากตั้งหรือไม่ ถ้าไม่อยากก็ไม่ต้องตั้ง เพราะถ้าฝืนใจตั้งไปแล้วไม่เคารพบูชา ปล่อยปะละเลย ก็จะเกิดผลเสียมากกว่า ศาลเจ้าที่เป็นเรื่องของความเชื่อและความศรัทธา ถ้าเจ้าบ้านไม่มีตรงนี้ก็ไร้ประโยชน์ครับ ถ้าอยากตั้งก็ต้องทำให้ถูก ถ้าไม่ถูกก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ลองพิจารณาดูนะครับว่า ควรตั้งศาลเจ้าที่หรือไม่ คำตอบอยู่ที่ตัวเราเองครับ?

ที่มา : http://www.homedd.com/

4 Responses

  1. ตอนนี้กำลังประสบปัญหาในการตั้งศาลตี่จู้เอี๊ย ที่ร้านเป็นอาคารพานิชย์ ก่อนย้ายเข้ามาศาลตั้งอยู่ที่ทางขึ้นลงบันได แต่ก็ไม่ได้ย้าย และไม่มีพื้นที่จะตั้งใหม่ มีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้างคะ

  2. ดิฉันซื้อบ้านเดี่ยวอยู่ที่หมู่บ้านภัสสร รังสิตคลองสาม แล้วมีคนซื้งรู้จักกันบอกว่าจะต้องตั้งศาลตี้นู้เอื้ย ดิฉันก็เลยได้ตั้งศาลขึ้นมา แต่เป็นตั้งที่โรงที่จอดรดหน้าบ้าน และดิฉันก็เดินทางไปทำงานต่างประเทศบ่อยจนไม่มีเวลาอยู่บ้านเวลากลับมาถึงจะได้ตั้งไว้น้ำชาแล้วก็ผลไม้ และมีเพื่อนหลายคนทักว่าที่ตั้งศาลไม่ดีเลย และก็ ตัวดิฉันเองก็หาที่เหมาะตั้งไนบ้านไม่ได้ แล้วก็ไม่กล้าย้ายศาลตามที่ไม่รู้จริง และดิฉันก็รู้ว่าชีวิตดิฉันและบ้านมีปัญหามากก็เลยคิดว่าอยากจะ ยกเลิกเอาศาลออกไปไม่เก็บศาลไว้แล้วเพราะคิดว่าอาจจะเป็นผลกระทบที่เราบูชาไม่ถึง ไม่ดีพอเจ้าก็เลยไม่อยู่หรือไม่พอใจ หากเราไม่พร้อมคิดว่าจะย้ายศาลออกไป และถ้าจะยกเลิกไม่มีศาลในบ้านแล้วจะต้องทำอย่างไรค่ะ ต้องการคำแนะนำมากเลยค่ะ
    ขอบคุณที่กรุณาค่ะ
    อรวิมล

  3. ตอนนี้อาศัยอยู่บ้านพักในค่ายทหารตอนมาแรกๆเห็นศาลเก่าๆพระภูมิกับศาลตายายไว้หลังบ้านจึงไม่ได้ไปยุ่งต่อมาคนในบ้านไม่สบายกันบ่อยจึงมีคนทักให้ตั้งศาลแต่ตอนนี้ได้เอาปี่เซี๊ยมาบูชาแต่ตั้งใต้บรรไดที่ไม่ได้ใช้แล้วตั้งน้ำไว้5แก้วอีกที่ใกล้กันรู้สึกไม่สบายใจอยากแก้ไขให้ถูกต้องตอนนี้รู้สึกว่ามีแต่เรื่องเข้ามาทุกคนในบ้านก็3วันดี4วันไข้บ้างก็โทษอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยแต่คนรอบๆบ้านก็อยู่กันปกติร้อนใจมากเลยเพราะตัวเองก็พึ่งย้ายมาจากใต้ไม่รู้จักใครที่นี่ซักเท่าไหร่รบกวนด้วยนะคะ
    ขอบคุณจากใจสาวใต้ไกลบ้านค่ะ

  4. คือว่าตอนนี้ดิฉันได้ทำการช่อมแชมบ้านตึกแถวที่บรรพบุรุษของสามีได้ให้ไว้ย่าน บางลำภูอยู่บริเรณสะพานก่อนช่อมนั้นดิฉันได้ทำการขออนุญาติท่านเจ้าที่โดย การซื่้อส้มและจันอับมาถวายท่านเมื่อช่างเข้ามาซ่อมแซมช่างได้นำ ศาลเจ้าที่นำไปไหนก็ไม่ทราบดิฉันก็เลยตั้งจิตว่าจะซื้อศาลให้ท่านใหม่แล้วอฐิฐานให้ท่านช่วยดูแลพวกช่างให้ดิฉันด้วยกว่าจะเสร็จก็มีปัญหากับช่างบ้างอาจจะเป็นเพราะเราที่ไปเอาใจเขามากไปช่างก็เลยไม่ค่อยจะเกรงใจมีแต่จะเบิกเงินอย่างเดียวตอนนี้ก็เหลืองานอยู่นิดหน่อยตอนนี้ที่ทำให้จิตตกอยู่ก็เพราะว่ามีอยู่วันหนึ่งได้ไปฟังธรรมะของหลวงพ่อรูปหนึ่งแล้วมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าบ้านที่มีรูปหักศอกอยู่แล้วไม่ดีพอเรามาสังเกตุดูแล้วบ้านของเราเป็นรูปหักศอกนี้ดิฉันไม่ทราบจะอธิบายรูปทรงบ้านให้อาจารย์ดี เอาเป็นว่าบ้านหลังโบราณอยู่อีกมุมหนึ่งแล้วตอนหลังพ่อแม่สมมีซื้อตึกแถวอีกห้องหนึ่งถัดไปอีกสองห้องแต่ว่าพวกเขาคิดว่าถ้าซื้อห้องใหม่นี้แล้วหลังบ้านสามารถตีทะลุถึงกันได้เหตุผลที่ซื้อก็เพราะห้องเก่าเล็กมากเพียง5ตารางวาเท่านั้นเอง(สมัยก่อนพวกท่านไม่ค่อยจะมีเงินสักไรคะอยู่ได้แบบนี้ดิฉันว่าเก่งมากเลยนะคะ)หลังเก่าที่ว่านี้รูปบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูคะคือหน้ากว้างตูดแคบค่ะตอนหลังสองห้องนี้ก็ตีทะลุเข้าหากัน พอมาสังเกตุดูแล้วเหมือนกับรูปทรงที่โยมผู้หญิงนั้นได้พูดไว้จริงนะค่ะแต่ว่าตีทะลุมานานแล้วเพราะพ่อแม่สามีอยู่ตั้งหลายสิบปีต่อมาท่านแก่มากขึ้นบันไดไม่ไหวเลยพาท่านไปอยู่ที่เจริญนคร5ลูกๆของเขาได้ซื้อตึกแถวติดกับลูกสาวคนโตจะจะค่อยเกื้อหนุนกันเดียวท่านจะถามว่าแล้วทำไมดิฉันจึไม่พาสองตายายมาอยู่ด้วยเหตุผลคือตอนนี้ดิฉันอยู่บ้านพ่อแม่ของตัวเองเป็นตึกแถวไม่ใหญ่เลยแล้วพ่อแม่ของดิฉันก็อยู่ด้วยอายุ88และ85แล้วตอนนี้ที่ทำให้จิตตกก็คือเห็นรูปทรงบ้านแล้วทำให้ไม่สบายไม่รู้จะทำอย่างไรดียอมรับว่าตัวเองเป็นคนคิดมากๆเลยไม่รู้จะแก้ได้อย่างไรตอนนี้ก็เลยทำได้ที่ดีที่สุดคือการสวดมนต์คะ(เหตุที่ทำให้ตัวเองคิมมากคือตัวเราเองปรุงแต่งไปเองใช่ไหม่คะหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้จิตของเราร้อนร้นเช่นนี้จริงๆแล้วต้องโทษความไม่มีสติของตัวเองมากกว่านะค่ะ) อาจารย์คะอีกเรื่องหนึ่งคะคือว่าได้ซื่อที่ปลูกบ้านที่ต่างจังหวัดบังเอิญที่ๆซื้อไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมูคะคือหน้ากว้างมากคะตูดแค่1ใน4ของดานหน้าคะถ้าต้องการล้อมรั้วโดยจะล้อมให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นเราต้องแบ่งอย่างไงดีคะคือว่ารั้วที่เราจะล้อมนั้นต้องแบ่งเป้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอันแล้วตัดเป็นสามเหลี่ยมอันหนึ่งโดยใช้รั้วแบบเดียวกันได้ไหมคะ(ถ้าต้องการจะวาดให้อาจารย์ดูทางจดหมายจะติดต่ออาจารย์ได้อย่างไรคะ)เพราะว่าอธิบายแล้วกลัวอาจารย์ไม่เข้าใจค่ะขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงมากคะและหวังว่าอาจารย์คงจะเข้าใจข้อความที่ดิฉันส่งให้นะคะขอบคุณอีกครั้งคะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: